หน้าแรก ข่าว ฝากถาม กูรู แนะนำหนังสือ บทความ สมัครสมาชิก เกี่ยวกับเว็บไซต์ ติดต่อเรา
รับฟังย้อนหลังรายการ
“ชี้ทางออก...บอกทางรวย”

รับฟังสดได้ทาง FM 89.5
ทุกวัน จันทร์ - ศุกร์ เวลา
16.30 - 17.00 น.
thumb หนังสือ "จัดการภาษีมรดก"
หนังสือ "จัดการภาษีมรดก"
 
 
 
Share    
ภาษีของกำไรจากต่างประเทศ (ตอนที่ 9)
 

ภาษีของกำไรจากต่างประเทศ (ตอนที่ 9)

 

โดย

 

ดร. สุวรรณ วลัยเสถียร

 

ประธานชมรมคนออมเงิน   www.saverclub.org   สงวนลิขสิทธิ์

 

 

 

          ผมเขียนบทความเกี่ยวกับภาษีของกำไรจากต่างประเทศมาถึงตอนนี้เป็นตอนที่ 9 หัวเรื่องนี้จึงใกล้อวสาน คิดว่าคงจะสามารถจบลงได้ในตอนที่ 10 กล่าวโดยสรุป การนำเงินกำไรที่ได้จากการลงทุน หรือทำธุรกิจต่าง ๆ ในต่างประเทศเข้ามาในราชอาณาจักร กฎหมายไทยเปิดช่องทางให้สามารถทำได้โดยได้รับยกเว้นภาษีหลายวิธี ไม่ว่าจะเป็นการใช้สิทธิประโยชน์ของพระราชกฤษฎีกาฉบับที่ 442 ซึ่งบริษัทไทยนำเงินปันผลของบริษัทลูกจากต่างประเทศที่ได้เสียภาษีเงินได้แล้วไม่ต่ำกว่า 15% ในประเทศนั้นกลับเข้ามาได้โดยไม่ต้องเสียภาษีไทยอีกชั้นหนึ่ง ทั้งนี้ มีเงื่อนไขว่า บริษัทไทยจะต้องถือหุ้นในบริษัทลูกที่ต่างประเทศไม่ต่ำกว่า 25% เป็นเวลาอย่างน้อยหกเดือนก่อนได้รับเงินปันผล อย่างไรก็ตาม มีนักธุรกิจและผู้รู้ทางภาษีบางคนให้ความเห็นว่าการนำเงินกำไรมาจากต่างประเทศเข้ามาในลักษณะนี้จะได้ประโยชน์น้อย เพราะต้องเสียภาษีในต่างประเทศก่อนอย่างน้อย 15% เว้นแต่โชคดีในประเทศที่บริษัทลูกประกอบกิจการหรือลงทุนมีกฎหมายยกเว้นภาษีให้ทำนองคล้ายกับที่ใช้บังคับในประเทศไทย เช่น ได้รับส่งเสริมการลงทุนจาก Board of Investment หรือ BOI หรือได้รับสิทธิประโยชน์ทำนองอื่น

 

 

          ในตอนที่ 8 ที่ผ่านมา เราแนะนำวิธีที่ 2 ว่า คุณสามารถนำเงินกำไรจากต่างประเทศเข้ามาได้ในรูปของเงินกู้ ซึ่งให้ประโยชน์มากกว่าการนำเงินเข้ามาแบบเงินปันผล เพราะนอกจากจะเปิดช่องทางให้คุณสามารถส่งเงินกู้จำนวนเดียวกันกลับไปต่างประเทศได้หากมีความต้องการในอนาคต ซึ่งในสมัยปัจจุบันของโลกาภิวัตน์ นักธุรกิจและนักลงทุนต้องตระหนักว่า เหตุการณ์ต่าง ๆ ของโลกเกิดขึ้นเร็ว และมีความผันผวนมาก ดังนั้น การที่มีความคล่องตัวในการรับเงินจากต่างประเทศและส่งกลับออกไปได้โดยไม่ต้องเสียภาษีจึงเป็นทางสะดวกที่ควรจะเลือกเก็บไว้ใช้ในอนาคต ถ้าไม่จำเป็นต้องใช้ก็ไม่เป็นไร เพราะไม่เป็นภาระหรือเสียค่าใช้จ่ายประการใด หากต้องการใช้ก็สะดวก คือ Handy

 

 

          ประโยชน์ของการนำเงินกู้เข้ามายังมีอีกที่ว่า คุณสามารถจ่ายดอกเบี้ยออกไปยังต่างประเทศ แล้วนำมาหักค่าใช้จ่ายในประเทศไทยได้อีกด้วย อย่าลืมว่ากำไรในประเทศไทยของบริษัทห้างร้านต่าง ๆ เสียภาษี 28% ไม่ใช่ 20% อย่างที่คุณคิดในปัจจุบัน และอธิบายได้ดังนี้ หากมีกำไร 100 บาท ต้องเสียภาษีนิติบุคคล 20% คือ 20 บาท เงินกำไรหลังจากหักภาษีที่เหลืออีก 80 บาท เมื่อจ่ายเงินปันผลก็ต้องเสียภาษีเงินปันผลอีก 10% คือ 8 บาท รวมแล้ว 20 + 8 เท่ากับ 28 บาท แม้ประเทศไทยจะลดภาษีเงินได้นิติบุคคลลงจาก 30% เหลือ 20% ให้สามารถแข่งขันได้กับอัตราที่ใช้ในประเทศแถบอาเซียน แต่อัตราภาษีรวมก็ยังสูงกว่า เพราะประเทศสิงคโปร์หรือฮ่องกง ไม่มีการจัดเก็บภาษี Capital Gain กล่าวคือ กำไรจากการลงทุนและเงินปันผลจะได้รับยกเว้นภาษีทันที หากคุณประกอบกิจการเป็นบริษัทจำกัดในประเทศสิงคโปร์หรือฮ่องกง จะเสียภาษีเพียงทอดเดียว คือ ภาษีเงินได้นิติบุคคล ไม่มีภาษีเงินปันผล

 

 

          วิธีที่จะนำเงินเข้ามาจากต่างประเทศโดยได้รับยกเว้นภาษีอีกแบบหนึ่ง คือ นำเข้ามาเป็นเงินลงทุนโดยให้กิจการในต่างประเทศไม่ว่าจัดตั้งขึ้นในรูปของบริษัทลูก (Subsidiary) หรือเป็นกองทุน (Foreign Fund) ส่งเงินเข้ามาลงทุนซื้อหุ้นในบริษัทของไทย ยกตัวอย่างในประเทศไทยคุณต้องการขยายกิจการหรือต้องการเงินทุนหมุนเวียน หรือเปิดกิจการประเภทใหม่ (New Line of Business) และต้องใช้เงินดำเนินโครงการดังกล่าว บริษัทไทยสามารถเพิ่มทุนแล้วขายหุ้นให้กับบริษัทต่างประเทศได้ เงินที่ส่งเข้ามาเมื่อลงบัญชีว่าเป็นเงินทุน ย่อมได้รับการยกเว้นภาษี เพราะไม่ถือเป็นรายได้ที่ได้มาจากหรือเนื่องจากกิจการ ซึ่งการใช้วิธีนี้ได้ประโยชน์หลายประการ คือ

 

 

          1.       ประเทศไทยไม่เก็บเงินลงทุนจากต่างประเทศ เพราะมีวัตถุประสงค์ส่งเสริมให้นักลงทุนต่างชาติสนใจลงทุนในประเทศไทย สังเกตเห็นได้ว่าหลายประเทศแข่งขันกันในเรื่องที่นักลงทุนต่างชาตินำเงินเข้ามาลงทุนในประเทศ (Foreign Direct Investment หรือ FDI)

 

 

          2.       เป็นการสร้างเอกลักษณ์และชื่อเสียงของบริษัทว่า อย่าว่าแต่กิจการของคุณมีคนไทยสนใจเข้าหุ้นเลย แม้แต่นักลงทุนต่างชาติก็ยังมาร่วมลงทุนด้วย ซึ่งประเด็นนี้เห็นได้ชัดจากบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ที่ซื้อขายหุ้นกัน มักจะมีการเผยแพร่ว่า ต่างชาติซื้อหุ้นเข้ามามากน้อยเท่าใด บางบริษัทต่างชาติซื้อมากจนเกินกว่าข้อกำหนดในกฎหมายหรือข้อบังคับของบริษัท  ทำให้บริษัทในตลาดหลักทรัพย์เหล่านั้นถึงกับต้องให้ศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ออกตราสารอนุพันธ์แบบใหม่ที่คล้ายหุ้นเรียกว่า NVDR หรือ Non-Voting Depository Receipt คือ เป็นตราสารอนุพันธ์ประเภทที่มีสิทธิเหมือนผู้ถือหุ้นเกือบทุกประการ ไม่ว่าจะเป็นการรับเงินปันผล หรือสิทธิการจองหุ้นใหม่ในกรณีที่บริษัทออกหุ้นเพิ่มทุน ต่างกันเพียงอย่างเดียวคือ คนที่ถือ NVDR ไม่มีสิทธิที่จะออกเสียงลงคะแนนในการประชุมผู้ถือหุ้น เสียงดังกล่าวอยู่ที่ศูนย์รับฝากหลักทรัพย์

 

 

          3.       อาจมีคนแย้งว่า หากให้ต่างชาติถือหุ้นในบริษัทของคุณมาก บริษัทอาจจะเสียสิทธิในกฎหมายไทยไปบางประการ เช่น บริษัทในไทยต้องการจะถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินหรืออสังหาริมทรัพย์ ซึ่งตามประมวลกฎหมายที่ดินจะต้องมีผู้ถือหุ้นต่างด้าวไม่เกินกว่าร้อยละ 49 ประเด็นนี้ก็มีวิธีแก้ได้หลายประการ เช่น

 

 

                   3.1     บริษัทสามารถเพิ่มทุนโดยมีส่วนล้ำมูลค่าหุ้น (Premium) เพื่อลดอัตราส่วนหุ้นของต่างด้าวลง เช่น ต้องการเงินทุน 100 ล้านบาท อาจจะออกเป็นหุ้นเพียง 40 ล้านบาท ส่วนอีก 60 ล้านบาท เป็นส่วนล้ำมูลค่าหุ้น

 

 

                   3.2     ขอรับสิทธิประโยชน์เกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์จากหน่วยงานอื่นของไทย เช่น ขอรับส่งเสริมการลงทุนจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ BOI หรือถ้าหากกิจการตั้งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมที่ทางราชการเป็นเจ้าของหรือดำเนินการ ก็สามารถขออนุญาตจากนิคมอุตสาหกรรมเหล่านั้นเพื่อถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินได้ด้วย

 

 

          เงื่อนแง่ของการนำเงินเข้ามาในลักษณะการลงทุนยังอาจจะมีข้อคิดอื่นอีกบางประการ ไม่ว่าจะเป็นในทางที่ช่วยหรือข้อหนักใจ ซึ่งเราจะกล่าวในตอนต่อไป

 

                  

 

          ขอให้ทุกท่านโชคดีครับ

 

 

                                                          ดร. สุวรรณ  วลัยเสถียร