หน้าแรก ข่าว ฝากถาม กูรู แนะนำหนังสือ บทความ สมัครสมาชิก เกี่ยวกับเว็บไซต์ ติดต่อเรา
รับฟังย้อนหลังรายการ
“ชี้ทางออก...บอกทางรวย”

รับฟังสดได้ทาง FM 89.5
ทุกวัน จันทร์ - ศุกร์ เวลา
16.30 - 17.00 น.
thumb หนังสือ "จัดการภาษีมรดก"
หนังสือ "จัดการภาษีมรดก"
 
 
 
Share    
ภาษีของกำไรจากต่างประเทศ (ตอนที่ 10)
 

ภาษีของกำไรจากต่างประเทศ (ตอนที่ 10)

 

โดย

 

ดร. สุวรรณ วลัยเสถียร

 

ประธานชมรมคนออมเงิน   www.saverclub.org   สงวนลิขสิทธิ์

 

 

 

 

          กรณีที่คุณไปดำเนินธุรกิจค้าขายหรือลงทุนในต่างประเทศ แล้วได้ผลกำไร ต่อมาคุณประสงค์จะใช้เงินทุนหรือใช้ประโยชน์จากกำไรแหล่งนั้นสำหรับโครงการในประเทศไทย คุณมีทางเลือกที่จะนำเงินกำไรเข้ามาจากต่างประเทศโดยได้รับยกเว้นภาษีตามพระราชกฤษฎีกาฉบับที่ 442 ออกตามความในประมวลรัษฎากร ซึ่งคุณต้องปฏิบัติตามเงื่อนไข 3 ข้อ ที่เราได้กล่าวไว้แล้วในตอนก่อน ๆ มิฉะนั้นคุณก็อาจเลือกที่จะนำเข้ามาเป็นเงินกู้ยืมจากแหล่งเงินทุนในต่างประเทศก็ได้

 

 

          เราได้กล่าวถึงการนำเงินเข้ามาในลักษณะเป็นการลงทุน ซึ่งก็เป็นทางเลือกแบบหนึ่งที่ทำให้คุณมีเงินใช้ในประเทศไทย โดยยังไม่ถือว่าเป็นการนำกำไรเข้ามา เพราะไม่ถือเป็นรายได้ที่จะนำมาเสียภาษีแต่ประการใด ทางเลือกนี้น่าสนใจมาก อย่างไรก็ตาม เมื่อนำเงินเข้ามาแล้วจะต้องพิจารณาว่า สักวันหนึ่งหากมีความจำเป็นจะต้องส่งเงินกลับออกไปลงทุนต่อ เพราะโอกาสการแสวงหาผลกำไรจากธุรกิจหรือซื้อทรัพย์สิน หรือแม้แต่ลงทุน ก็มีทั้งในประเทศ (Onshore) และต่างประเทศ (Offshore) ซึ่งทั้งสองกรณีคุณมีโอกาสเท่าเทียมไม่ยิ่งหย่อนกัน ในปีที่ผ่าน ๆ มาเศรษฐกิจของประเทศไทยได้ขยายตัวไปค่อนข้างดี แต่ขณะนี้การขยายตัวเริ่มช้าลง ในปี 2557 อาจมีอัตราการขยายตัวเพียง 1%  โดยทั้งภาครัฐและภาคเอกชนต่างเริ่มมุ่งหวังกันว่า ในปี 2558 หรือปี 2559 การขยายตัวจะเติบโตขึ้นเป็น 3-4% ต่อปี ไม่ว่าจะโดยอาศัยการกระตุ้นการเบิกจ่ายใช้เงินลงทุนภาครัฐในโครงการสาธารณูปโภคขนาดใหญ่ หรือการลงทุนในภาคเอกชน แม้จะมีอุปสรรคประการหนึ่งคือ เงินเยนของประเทศญี่ปุ่นอ่อนค่าลงอย่างมากถึง 15% ในครึ่งหลังของปี 2557 ทำให้การลงทุนการผลิตในประเทศญี่ปุ่นกลับมาน่าสนใจขึ้นมา เนื่องจากเงินบาทมิได้อ่อนตัวตามเงินเยนของญี่ปุ่น แต่เงินบาทยังค่อนข้างจะผูกติดกับเงินดอลลาร์สหรัฐที่กลับแข็งค่าขึ้นราว 10% ด้วยเหตุนี้ ญี่ปุ่นซึ่งเป็นนักลงทุนต่างประเทศรายใหญ่ที่สุดในประเทศไทยจึงกลับมาคิดทบทวนตัวเลขกันใหม่ว่า จุดคุ้มค่าของการลงทุนขยายกำลังผลิต ไม่ว่าในญี่ปุ่นซึ่งถือเป็นดินแดนท้องถิ่น (Home Ground) กับการที่จะมาลงทุนต่อในประเทศไทย ผลตอบแทนในทางการเงินของที่ใดจะคุ้มค่ามากกว่ากัน

 

 

          เมื่อนำเงินเข้ามาลงทุนซึ่งถือว่าเป็นเงินขาเข้า (Entry) คุณจะต้องคำนึงต่อไปด้วยว่า แล้วขาออก (Exit) จะทำอย่างไรถึงจะได้ประโยชน์ในทางภาษีมากที่สุดตามหลักเกณฑ์ของกฎหมาย ผมขอเสนอทางเลือกดังนี้

 

 

          1.       นำเงินเข้ามาลงทุนโดยตรง คือ ให้บริษัทลูกซึ่งทำธุรกิจในต่างประเทศ แล้วมีกำไร รวมทั้งมีเงินสดเหลือ ส่งเงินเข้ามาซื้อหุ้นหรือกิจการในประเทศไทยโดยตรง ในด้านส่วนตัวผมเรียกวิธีการนี้ว่า  Direct Inbound Investment ประโยชน์ก็คือ คุณไม่ต้องสรรหาหรือจัดตั้งหน่วยงานหรือนิติบุคคลรายใหม่ (New Investment Vehicle) เพื่อใช้เป็นผู้ลงทุน สามารถใช้บริษัทต่างประเทศซึ่งคุณใช้ประกอบธุรกิจในต่างแดนส่งเงินเข้ามาลงทุนได้โดยตรง ซึ่งถ้าหากว่าบริษัทในประเทศไทยมีคุณเป็นผู้ถือหุ้นทั้งหมด และก็ถือหุ้นส่วนใหญ่ของบริษัทต่างประเทศด้วย ซึ่งถือเป็นบริษัทลูกแล้ว กำไรที่บริษัทลูกได้รับจากการลงทุนในประเทศไทยก็ย่อมตกกลับมาหาบริษัทแม่ (Thai Parent Company) ในประเทศไทยไปด้วย และแม้จะยังมิได้มีการจ่ายหรือนำเงินกำไรเข้ามา แต่อาศัยการออกงบการเงินรวม (Consolidated Financial Statement) ตามมาตรฐานทางบัญชี คุณสามารถถือเงินกำไรของบริษัทลูกเป็นส่วนหนึ่งของงบกำไรของบริษัทแม่ได้

 

 

                   ส่วนข้อด้อยมีหรือไม่ ผมก็ขอเรียนว่า ในทุกเรื่องหรือทุกทางเลือกจะต้องมีทั้งจุดเด่นและจุดด้อย จุดเด่นเรากล่าวไปแล้วก็คือ ความง่ายสะดวกไม่ต้องตั้งนิติบุคคลใหม่เพื่อใช้เป็นตัวกลางในการลงทุน แต่จุดด้อยก็คือ หากบริษัทลูกที่ต่างประเทศตั้งอยู่ในดินแดนซึ่งจะต้องเสียภาษีไม่ว่าอัตราสูงหรือต่ำ และการลงทุนของบริษัทนั้นในประเทศไทยมีผลกำไรขึ้นมา หากผลกำไรจากประเทศไทยส่งกลับไปให้บริษัทลูกในต่างประเทศ ผลกำไรดังกล่าวก็ต้องถือเป็นรายได้ของบริษัทลูก ซึ่งอาจจะต้องเสียภาษีในต่างประเทศตามระบบภาษีและถิ่นที่อยู่ของบริษัทลูก ข้อนี้จึงต่างกับวิธีการของกฎหมายไทย เพราะมาตรา 65 ทวิ (4) ของประมวลรัษฎากรกำหนดว่า หากบริษัทไทยถือหุ้นในบริษัทไทยอีกแห่งหนึ่ง กำไรจากบริษัทลูกซึ่งจ่ายไปให้บริษัทแม่จะได้รับยกเว้นภาษี เมื่อบริษัทแม่ถือหุ้นในบริษัทลูกไม่ต่ำกว่า 25% เป็นระยะเวลา 6 เดือนก่อนได้รับผลกำไร และถ้าบริษัทแม่เป็นบริษัทที่จดทะเบียนหุ้นอยู่ในบริษัทหลักทรัพย์แล้ว ไม่ว่าจะถือหุ้นในบริษัทลูกมากน้อยเพียงใดก็ได้รับยกเว้นภาษี กล่าวคือ ไม่ต้องถือหุ้นถึง 25% ตามเงื่อนไขข้างต้น

 

 

                   ต่อมาหากบริษัทลูกขายหุ้นที่ลงทุนในประเทศไทยไปแล้วได้กำไร ผลกำไรก็ต้องถือเป็นรายได้ของบริษัทที่ต้องเสียภาษีอีกเช่นเดียวกัน ซึ่งกรณีนี้ก็เหมือนกับของประเทศไทย อย่างไรก็ตาม ในหลาย ๆ ประเทศซึ่งระบบภาษีเอื้อต่อการส่งเสริมการลงทุน จะมีการยกเว้นภาษีของกำไรจากการลงทุน คือ Tax Exemption on Capital Gain ซึ่งระเบียบวิธีการนี้เราจะได้กล่าวในฉบับหน้าครับ

 

 

          ขอให้ทุกท่านโชคดีครับ

 

 

                                                          ดร. สุวรรณ  วลัยเสถียร