หน้าแรก ข่าว ฝากถาม กูรู แนะนำหนังสือ บทความ สมัครสมาชิก เกี่ยวกับเว็บไซต์ ติดต่อเรา
รับฟังย้อนหลังรายการ
“ชี้ทางออก...บอกทางรวย”

รับฟังสดได้ทาง FM 89.5
ทุกวัน จันทร์ - ศุกร์ เวลา
16.30 - 17.00 น.
thumb หนังสือ "จัดการภาษีมรดก"
หนังสือ "จัดการภาษีมรดก"
 
 
 
Share    
ภาษีของกำไรจากต่างประเทศ (ตอนที่ 11)
 

ภาษีของกำไรจากต่างประเทศ (ตอนที่ 11)

 

โดย

 

ดร. สุวรรณ วลัยเสถียร

 

ประธานชมรมคนออมเงิน   www.saverclub.org   สงวนลิขสิทธิ์

 

 

 

 

          คำถามซึ่งมีมาถึงผมเป็นประจำเกี่ยวกับคนที่จะดำเนินกิจการอะไรสักอย่างหนึ่ง ไม่ว่าจะในประเทศไทยหรือต่างประเทศคือ   ควรทำกิจการในชื่อของตัวเองหรือตั้งเป็นบริษัทขึ้นมาต่างหาก   ซึ่งคำตอบมีได้ง่าย ๆ การดำเนินกิจการในชื่อของตนเองเหมาะสำหรับคนที่เริ่มต้นและยังไม่แน่ใจว่ากิจการนั้นจะรุ่งหรือจะร่วง  คนที่มีการเตรียมตัวมาพร้อม ทำการบ้านไว้รอบคอบ เช่น ศึกษาตลาดของสินค้าหรือบริการที่ตัวเองจะขาย  ดูเรื่องทุนที่จะใช้ว่ามาจากเงินออมหรือเงินยืม  ศึกษาว่ามีบุคลากรหรือมีความสามารถเพียงพอที่จะดำเนินการไปได้ตลอดรอดฝั่งหรือไม่  รวมทั้งได้ประมาณการว่า หากธุรกิจหรือการลงทุนไม่เป็นไปตามแผน เช่น มีรายได้ต่ำกว่าเป้า หรือมีต้นทุนค่าใช้จ่ายสูงกว่าที่ประมาณการไว้ ดังนี้ จะทนทำต่อไปได้อีกสักกี่เดือนหรือกี่ปี  เมื่อได้ทำการบ้านเหล่านี้จนหมดแล้ว โอกาสที่กิจการจะรุ่งย่อมมีมากกว่าคนที่ไม่ได้เตรียมตัว เนื่องจากบางคนเห็นว่า

 

 

          1.       คนอื่นทำกิจการประเภทนั้นแล้วได้กำไรดี ก็นึกว่าตัวเองสามารถทำได้ดีเช่นกัน  หรือ

 

 

          2.       ไม่ได้มีการประมาณการเผื่อเหลือ เผื่อขาดไว้  เพียงแต่หวังว่าทุกอย่างเป็นไปได้สวย  กิจการจะเป็นไปตามแผนทุกประการ หรือ

 

 

          3.       ตนเองยังขาดทักษะ หรือบุคลากรที่ใช้ก็ยังไม่ชำนาญ หรือมีการโยกย้ายเปลี่ยนตัวอยู่บ่อย ๆ หรือ

 

 

          4.       มีอุปสรรคหรือปัญหาที่คาดไม่ถึงเกิดขึ้น

 

 

          อย่างไรก็ตาม ถ้าหากว่าคุณจะต้องเรียกทุนเพื่อทำธุรกิจ ไม่ว่าจะมาจากญาติพี่น้อง หรือเพื่อน หรือคนที่รู้จักกัน การเริ่มต้นกิจการที่มีหุ้นส่วนควรทำเป็นรูปบริษัทจำกัดจะดีที่สุด เพราะมีความแน่นอนกว่าที่คุณจะทำในชื่อตนเอง  หลักสำคัญประการหนึ่งซึ่งผมมักจะย้ำอยู่เสมอว่า หากเอาทุนของคนอื่นมาร่วมในการเสี่ยงกับธุรกิจของคุณแล้ว วันหนึ่งเมื่อกำไรก็ควรจะแบ่งเงินปันผลให้เขาอย่างยุติธรรม เพราะถ้าเขามาเสี่ยงกับคุณ แล้วหากขาดทุนเขาก็ต้องแบกรับผลขาดทุน แต่ถ้ากำไรเขาก็ควรจะมีผลได้

 

 

          การไปลงทุนต่างประเทศก็เหมือนกัน หลายคนถามว่าควรลงทุนในชื่อตัวเองหรือตั้งเป็นบริษัท มีที่ปรึกษาทางการเงิน (Financial Advisor) แนะนำให้ถึงกับตั้งเป็น Trust เพื่อให้มีผลการลงทุนที่ต่อเนื่อง โดยเหตุว่า ฝรั่งมักจะย้ำอยู่ข้อหนึ่ง คนเราเกิด แก่ เจ็บ ตาย ได้เสมอ แม้ว่าร่างกายจะแข็งแรง เอาใจใส่ดูแลสุขภาพ ออกกำลังกาย และดูเรื่องอาหารการกิน แต่คนเราประสบอุบัติเหตุได้ตลอดเวลา หรืออาจะทำให้ตัวเขาตกเป็นคนทุพพลภาพ แม้จะมีชีวิตอยู่แต่ก็ไม่สามารถประกอบกิจการหรือสั่งงานได้ ดังนั้น การตั้งเป็นรูปบริษัทจะมีความต่อเนื่องมากกว่าการทำกิจการหรือลงทุนในชื่อส่วนตัว  มาถึงจุดนี้ คุณถามว่า แล้วผมแนะนำอย่างใด?

 

 

          สำหรับการลงทุน หากเป็นเรื่องในประเทศไทย ผมแนะนำว่า เริ่มต้นควรลงทุนในชื่อตัวเองเพื่อเราจะดูแลและควบคุมจัดการได้อย่างใกล้ชิด แต่โดยที่ประเทศไทยกำลังจะมีภาษีมรดกออกมาใช้บังคับในกลางปี พ.ศ. 2558 หลายคนจึงเริ่มมีความเห็นแย้งว่า ควรลงทุนในชื่อของนิติบุคคล คือ เป็นบริษัทจำกัด หรือเป็นมูลนิธิ จะดีกว่า เพราะคนเราตายได้  แต่บริษัทหรือมูลนิธิสามารถอยู่ไปได้เป็นร้อยปี ซึ่งถ้าหากบุคคลเจ้าของทรัพย์ถึงแก่ความตาย ก็จะต้องส่งต่อมรดกให้ทายาทอันนำไปสู่การเสียภาษีมรดก ถ้าหากว่าเป็นการลงทุนในรูปบริษัทหรือนิติบุคคลแล้ว ไม่มีวันตาย ทรัพย์สินอยู่ในนิติบุคคลตลอดไป ถ้านำเงินออกจากบริษัทมาใช้แล้วต้องเสียภาษีก็เป็นเรื่องของอนาคต

 

 

          ในประเด็นเรื่องภาษีขอให้ระลึกอย่างหนึ่งว่า

 

 

          1.       เสียภาษีน้อยดีกว่าเสียภาษีมาก

 

 

          2.       เสียภาษีช้าดีกว่าเสียภาษีเร็ว

 

 

          3.       หากไม่เสียภาษีได้ก็จะดีที่สุด  แต่วิธีการนี้ค่อนข้างยาก เพราะกฎหมายภาษีอากรมีความละเอียดอ่อน และจัดเก็บแทบทุกรูปแบบ โอกาสที่จะไม่เสียภาษี นาน ๆ หลาย ๆ ปี จะเกิดขึ้นสักครั้งหนึ่ง ตามสุภาษิตฝรั่งที่ว่า “Once in a Blue Moon”

 

 

          ฉบับต่อไปเราจะเขียนถึงกรณีคุณจะตั้งเป็นบริษัทเพื่อทำกิจการหรือลงทุนในต่างประเทศ  ข้อแนะนำที่สำคัญมีอะไรบ้าง

 

 

          ขอให้โชคดีครับ

 

 

                                                                   ดร. สุวรรณ