หน้าแรก ข่าว ฝากถาม กูรู แนะนำหนังสือ บทความ สมัครสมาชิก เกี่ยวกับเว็บไซต์ ติดต่อเรา
รับฟังย้อนหลังรายการ
“ชี้ทางออก...บอกทางรวย”

รับฟังสดได้ทาง FM 89.5
ทุกวัน จันทร์ - ศุกร์ เวลา
16.30 - 17.00 น.
thumb หนังสือ "จัดการภาษีมรดก"
หนังสือ "จัดการภาษีมรดก"
 
 
 
Share    
ภาษีของกำไรจากต่างประเทศ (ตอนที่ 12)
 

ภาษีของกำไรจากต่างประเทศ (ตอนที่ 12)

 

โดย

 

ดร. สุวรรณ วลัยเสถียร

 

ประธานชมรมคนออมเงิน   www.saverclub.org   สงวนลิขสิทธิ์

 

 

 

 

          ตั้งแต่มีข่าวในช่วงครึ่งหลังของปี พ.ศ. 2557 ว่า รัฐบาลมีนโยบายที่จะออกกฎหมายเพื่อจัดเก็บภาษีมรดก และในต้นปี พ.ศ. 2558 ก็มีข่าวว่ารัฐบาลจะออกกฎหมายเก็บภาษีทรัพย์สินซึ่งเป็นภาษีที่เก็บจากอสังหาริมทรัพย์ประเภทต่าง ๆ อาทิ ที่ดิน บ้าน คอนโดมิเนียม ห้องชุด อาคารโรงงาน คลังเก็บสินค้า ที่พักอาศัย ทำให้ประชาชนคนไทยมีความตื่นตัวว่าควรบริหารสินทรัพย์ของตัวเองและของครอบครัวเพื่อให้เสียภาษีน้อยได้เป็นอย่างไร

 

 

          ในประเด็นของภาษีมรดก เนื่องจากการเกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นของธรรมดา หลีกเลี่ยงไม่ได้ กฎหมายไทยอนุญาตให้มีการจัดตั้งเป็นนิติบุคคล ไม่ว่าจะเป็นรูปห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด บริษัทมหาชน มูลนิธิ สมาคม หรือเป็นกองทุนที่จัดตั้งขึ้นและจดทะเบียนตามกฎหมายเกี่ยวกับหลักทรัพย์ เราจึงพิจารณาเห็นว่านิติบุคคลเหล่านี้อยู่ยงคงกระพันเป็นระยะเวลายาวนาน ไม่มีวันตาย เว้นแต่ผู้เป็นเจ้าของ เช่น ผู้ถือหุ้น หรือสมาชิกสมาคม หรือกรรมการมูลนิธิ จะมีมติให้เลิกกิจการและชำระบัญชี  ด้วยเหตุนี้ การนำทรัพย์สินไปเก็บรักษาหรือลงทุนในนามของนิติบุคคลจึงเป็นทางหนึ่งในการบรรเทาภาษีมรดก

 

 

          โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลาย ๆ ครอบครัวซึ่งเป็นตระกูลใหญ่ มีทรัพย์สมบัติจำนวนมาก ผู้เป็นหัวหน้า คือ คุณปู่ คุณย่า ที่มองการณ์ไกล ก็จะจัดตั้งเป็นบริษัทกงสี หรือเป็นมูลนิธิของตระกูลขึ้นมาด้วยวัตถุประสงค์ต่าง ๆ ดังต่อไปนี้

 

 

          1.       นิติบุคคลเหล่านี้จะมีสภาพอยู่ไปยาวนาน คงทนถาวรกว่าบุคคลธรรมดา

 

 

          2.       นิติบุคคลเป็นเจ้าของทรัพย์สินได้อย่างบุคคลธรรมดาทุกประการ และถ้าเป็นสมาคมหรือมูลนิธิก็รับโอนทรัพย์สินจากบุคคลส่วนตัวเข้าไปที่มูลนิธิได้โดยผู้รับไม่ต้องถือเป็นรายได้เพื่อเสียภาษี แต่ถ้าเป็นบริษัทจำกัดก็ต้องโอนเข้าไปเป็นเงินทุนเพื่อที่จะได้ไม่ต้องเสียภาษีเช่นกัน

 

 

          3.       การเสียภาษีของนิติบุคคลก็ไม่มากไปกว่าของบุคคลธรรมดา และในหลาย ๆ กรณีจะน้อยกว่าของบุคคลธรรมดาด้วยซ้ำไป ถ้าพิจารณาจากอัตราภาษีเงินได้ของบุคคลธรรมดา ขั้นสูงมีถึง 35% หากรายได้ที่เสียภาษีมีตั้งแต่ 4 ล้านบาทขึ้นไป แต่ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล และบริษัทจำกัด เสียภาษีจากกำไรเพียง 20% โดยกำไรก็คือ รายได้หลังจากหักรายจ่ายแล้ว อัตราภาษีขั้นสูงจึงต่ำกว่าของบุคคลธรรมดามาก ทำให้ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล และบริษัทจำกัด ได้เปรียบบุคคลธรรมดา ถ้าพิจารณาถึงมูลนิธิและสมาคมก็ยิ่งได้ประโยชน์ในด้านของภาษี กล่าวคือ มีรายได้เพียงบางประเภทเท่านั้นที่ต้องเสียภาษี เช่น ค่าเช่า ดอกเบี้ย หรือเงินปันผล เสียในอัตรา 10% ต่างกับบุคคลธรรมดาซึ่งจะเสียตั้งแต่ 10-35% ส่วนรายได้อื่น ๆ ก็ เช่น รับค่าบริการจัดงานต่าง ๆ จัดงานประชุม ก็เสียภาษีเพียง 2% นอกจากนี้ยังมีรายได้หลายประเภทที่มูลนิธิและสมาคมมีสิทธิรับได้โดยไม่ต้องชำระภาษี คือ รับเงินบริจาค หรือเงินค่าสมาชิก เป็นต้น

 

 

          4.       การควบคุมหรือบริหารจัดการบริษัทจำกัด หรือมูลนิธิ ก็ทำได้ง่าย เพราะขึ้นอยู่กับผู้ถือหุ้นและกรรมการ ซึ่งหัวหน้าตระกูลเป็นผู้แต่งตั้งลูกหลาน หรือบุคคลภายนอกที่ไว้วางใจได้ให้เป็นผู้บริหาร

 

 

          5.       ทรัพย์สินที่อยู่ในชื่อของมูลนิธิและสมาคมจะจำหน่ายจ่ายโอนได้ค่อนข้างยาก จึงเป็นวิธีการหนึ่งที่ผู้นำตระกูลจะควบคุมหรือป้องกันมิให้ลูกหลานนำสมบัติไปจำหน่ายจ่ายโอนเพื่อหาประโยชน์ เพราะทรัพย์สินที่เขาสร้างขึ้นมาได้ก็เป็นสิ่งที่เขารักและใช้น้ำพักน้ำแรงเป็นเวลาหลายปี เขาจึงประสงค์จะสงวนเก็บไว้ในแวดวงของตระกูล

 

 

          นอกจากนี้การจ่ายเงินออกจากมูลนิธิเพื่อช่วยเหลือลูกหลานที่อาจจะขาดแคลนทรัพย์ก็ทำได้ง่าย หัวหน้าของตระกูลหลายคนเล็งเห็นว่า ในขั้นเริ่มต้นลูก ๆ ทุกคนได้รับการแบ่งปันทรัพย์สินจากเขาจำนวนเท่า ๆ กัน แต่ต่อ ๆ ไปเมื่อลูกหลานบางคนขยัน บางคนไม่ขยัน บางคนทำงานเก่ง บางคนไม่ชอบทำงาน บางคนประหยัดใช้จ่ายอย่างอดออม แต่บางคนก็สุรุ่ยสุร่าย บางคนใช้ชีวิตอย่างเงียบ ๆ ง่าย สมถะ บางคนอยากจะผจญภัย ใช้เงินฟุ่มเฟือย ดังนั้น ต่อ ๆ ไปในอนาคตหลังจากที่เถ้าแก่เสียชีวิตไปแล้ว ทรัพย์สิน ฐานะ รายได้ของลูกหลานแต่ละคนหรือแต่ละสายจะไม่เท่ากัน บางสายอาจจะร่ำรวยต่อยอดจากเงินที่เขารับมา  บางสายอาจจะทำธุรกิจผิดพลาด ชอบเสี่ยง เก็งกำไร ล่มสลาย ทำให้ขาดทุนจนหมดเงินทุน บางสายอาจถึงกับเล่นการพนัน เอาเงินที่ได้รับมาไปเสี่ยง ไม่ช้าก็เร็ว เงินร่อยหรอและหมดไป ทำให้ลูก ๆ หลาน ๆ ของสายนั้นไม่มีเงินแม้กระทั่งจะจ่ายค่าเล่าเรียน  ค่ารักษาพยาบาล หรือค่าใช้จ่ายอื่นที่จำเป็น

 

 

          การนำสมบัติหรือเงินต่าง ๆ ไปลงทุนในชื่อของนิติบุคคลย่อมเป็นทางเลือกอันหนึ่งในการวางแผนภาษีมรดก ซึ่งย่อมจะเกี่ยวโยงไปถึงว่า หากวิธีนี้ใช้ได้ในประเทศไทย เหมาะสมหรือไม่ที่จะนำไปใช้เป็นเครื่องมือในการลงทุนในต่างประเทศด้วย ซึ่งสมัยใหม่นี้การลงทุนไม่ว่าจะเป็นในประเทศหรือต่างประเทศวิธีการและแบบแผนก็คล้าย ๆ กัน คนไทยหลายคนจึงนิยมที่จะไปลงทุนต่างประเทศ โดยตั้งเป็นบริษัทจำกัด หรือตั้งเป็นทรัสต์ซึ่งกฎหมายไทยยังไม่อนุญาต แต่สามารถได้ในต่างประเทศ คำถามคือ เมื่อมีกำไรจากต่างประเทศแล้วจะต้องเสียภาษีอย่างใด รายละเอียดเราจะกล่าวในตอนต่อไปครับ

 

 

          ขอให้ทุกท่านโชคดีครับ

 

 

                                                          ดร. สุวรรณ  วลัยเสถียร