หน้าแรก ข่าว ฝากถาม กูรู แนะนำหนังสือ บทความ สมัครสมาชิก เกี่ยวกับเว็บไซต์ ติดต่อเรา
รับฟังย้อนหลังรายการ
“ชี้ทางออก...บอกทางรวย”

รับฟังสดได้ทาง FM 89.5
ทุกวัน จันทร์ - ศุกร์ เวลา
16.30 - 17.00 น.
thumb หนังสือ "จัดการภาษีมรดก"
หนังสือ "จัดการภาษีมรดก"
 
 
 
Share    
หนี้ในยามแก่ (ตอนที่ 1)
 

 

หนี้ในยามแก่ 

 

โดย

 

ดร. สุวรรณ วลัยเสถียร

 

ประธานชมรมคนออมเงิน  www.saverclub.org  สงวนลิขสิทธิ์

 

         

 

          คณะรัฐมนตรีได้เคยลงมติว่า วันที่ 31 ตุลาคม ที่ผ่านมาของทุกปี ถือเป็นวันออมแห่งชาติ แต่เป็นที่น่าเสียดายที่ไม่มีการเผยแพร่หรือส่งเสริมให้เป็นที่รู้จักของคนทั่วไปมากนัก เมื่อเทียบแล้วดีไม่ดีคนในกรุงเทพมหานครรู้จักน้อยกว่าวัฒนธรรมของอเมริกัน คือ วันฮัลโลวีน   ซึ่งเป็นวันที่ 31 ตุลาคม เหมือนกัน ตามธรรมเนียมของฝรั่งถือว่า ผีน้อยต่าง ๆ  จะออกอาละวาด คือ จะไปขอขนมตามบ้าน ซึ่งถ้าเจ้าของบ้านหลังใดไม่ให้ขนมก็จะเป็นผีไปหลอกคนในบ้าน  แต่ถ้าได้รับขนมตามที่ขอ  ผีก็จะไปหลอกคนที่บ้านอื่น

 

 

          การที่จะให้คนไทยเราเตรียมตัวและรู้จักการออมต้องมีการเผยแพร่ส่งเสริมอย่างต่อเนื่องและสร้างแรงจูงใจด้วย ซึ่งแรงจูงใจอย่างหนึ่งที่รัฐบาลให้ไว้หลายปีแล้วแต่ก็ไม่ได้มีการปรับปรุงให้ทันสมัยคือ อนุญาตให้ซื้อกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (Retirement Mutual Fund หรือที่เรียกสั้น ๆ ว่า RMF) และในสมัยรัฐบาลของพรรคไทยรักไทยก็ได้อนุญาตให้ลงทุนในกองทุนหุ้นระยะยาว (Long Term Equity Fund หรือ LTF) ซึ่งทั้งสองกองนี้ให้โอกาสไม่ว่าภาคเอกชน ข้าราชการพลเรือน หรือข้าราชการทหารที่ประสงค์จะลดภาษีสามารถซื้อหน่วยลงทุนเป็นจำนวนไม่เกิน 15% ของเงินได้ที่แจ้งเสียภาษี แต่รวมแล้วเงินที่ซื้อหน่วยลงทุนแต่ละกอง RMF และ LTF จะต้องไม่เกินกองละ 500,000 บาทต่อปี มีอยู่ช่วงระยะเวลาสั้น ๆ เมื่อไม่กี่ปีที่แล้วมาที่อนุญาตให้ซื้อกองทุน LTF ได้ถึง 700,000 บาท แต่ก็เป็นการให้โอกาสเพียงปีเดียวเท่านั้น

 

 

          คนเราถ้าหากมีการกระตุ้น รวมทั้งเสนอสิ่งจูงใจให้ออมแล้ว เชื่อว่าทุกคนย่อมรักตัวเอง ห่วงอนาคต จึงตั้งอกตั้งใจในการออม ปัจจุบันเงินที่ไหลเข้ากองทุน RMF และ LTF ปีหนึ่งหลายพันล้านบาท และยังมีแนวโน้มโตขึ้นอย่างทวีคูณเพราะมีผู้เข้ามาในระบบเพิ่มขึ้น คนที่ลงทุนอยู่เมก็มิได้ออกไป หลายคนที่ลงทุนครบเงื่อนไขแล้วก็มิได้ถอนออก ปล่อยให้เงินในกองทุนเติบโตขึ้นปีละ 15%

 

 

          การที่รัฐยินยอมให้มีกองทุนสองกองนี้ รัฐจะต้องไม่เสียดายว่า ผู้ซื้อหน่วยหักภาษีได้ 15% เพราะการที่คนเราจะลงทุนให้มากก็ต้องแจ้งเสียภาษีมากด้วย ดังนั้น แม้ได้หักภาษี 15% รัฐบาลก็ยังเก็บภาษีส่วนที่เหลืออีก 85% ได้ ถ้าหากว่าไม่ให้หักค่าใช้จ่ายในทางภาษี 15% แล้ว ผู้เสียภาษีอาจจะใช้วิธีแจ้งรายได้ไม่ครบถ้วนก็ได้ อย่างที่ภาษาฝรั่งเรียกว่า Under-declaration โดยใช้วิธีหักลบกลบหนี้กันระหว่างคนสองคน ซึ่งซื้อขายของกันโดยต้องเอาของมาแลก แล้วไม่คิดราคาซื้อขาย คือ Barter เมื่อไม่มีการชำระเงินก็ไม่มีหลักฐานทางภาษี เมื่อเป็นดังนี้ทั้งสองฝ่ายก็จะไม่แจ้งรายได้จากการซื้อขายในส่วนนี้

 

 

          การมีเงินออมในวัยเกษียณถือว่าเป็นสิ่งที่ดีมาก เพราะนอกจากจะทำให้ผู้ที่ครบเกษียณอายุแล้วมีเงินเลี้ยงดูตัวเองแล้วยังไม่ต้องเป็นภาระให้กับผู้อื่น ไม่ว่าจะเป็นพี่น้อง หรือลูกหลาน และไม่เป็นภาระต่อทางรัฐบาลด้วย “ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน”

 

 

          อย่างไรก็ตาม การออมเพื่อวัยเกษียณบางครั้งอาจจะเริ่มช้าเกินไป เพราะบางคนเริ่มเมื่ออายุ 55 ปี แล้ว หมายความว่าคุณมีเวลาอยู่เพียง 5-10 ปีเท่านั้นที่จะออมให้มีเงินกองทุนโตพอสมควรที่จะดูแลตัวเอง จากการคำนวณของผู้เชี่ยวชาญหลายคน รายได้ในวัยเกษียณจะต้องไม่ต่ำกว่า 60% ของรายได้ก่อนเกษียณ คุณถึงจะใช้ชีวิตได้อย่างสบาย

 

 

          มาถึงตอนนี้ผมนึกถึงสุภาษิตอีกคำหนึ่งที่กล่าวว่า “ที่สุดของความเสียดาย คือ ตายแล้วยังใช้เงินไม่หมด แต่ที่สุดของความสลด คือ ใช้เงินหมดแล้วยังไม่ตาย” ซึ่งผมอ่านพบในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ จากบทความของคุณพจนีย์ คงคาลัย ผู้บริหารอาวุโสของธนาคารกรุงเทพฯ ถ้าหากว่าเราใช้เงินหมดแล้วแต่ยังมีชีวิตอยู่ต่อไปได้อีก 10-20 ปี มีคำถามว่าช่วงนั้นเราจะอยู่อย่างไร ทำตัวเป็นจิ้งหรีดกินน้ำค้างตาใบหญ้าหรือ? หรือกินแต่ใบไม้ ก็คงจะแสบคอพิลึก ถ้าไม่พึ่งคนอื่นก็คงจะต้องกู้หนี้ยืมสิน แต่ในวัยเกษียณซึ่งไม่มีรายได้ ใครจะให้เรากู้ยืม ถ้าโชคดีมีสินทรัพย์ที่จะไปวางเป็นหลักประกันได้ ไม่ว่าจะเป็นบ้าน ที่ดิน คอนโด รถยนต์ หรือทองคำ เพชร พลอย ก็ยังพอถูไถได้ อย่างไรก็ตาม เจ้าของเงินอาจจะไม่พร้อมที่จะปล่อยเงินกู้ให้ เพราะในยามเกษียณคุณไม่มีแหล่งรายได้ที่จะมาใช้คืนเงินต้นและดอกเบี้ย และเขาก็ไม่มีนโยบายที่จะยึดหลักประกันไปชำระหนี้  เขาอยากจะได้เงินต้นคืนพร้อมกำไรดอกเบี้ยมากกว่า ทางเลือกก็คือ ขายสินทรัพย์เหล่านั้นออกไปทีละชิ้น ๆ แต่ต้องอย่าขายมากจนสินทรัพย์ร่อยหรอไปโดยเร็ว จนกระทั่งเมื่อขายหมดแล้วก็ยังไม่ตาย ถึงตอนนั้นอาจจะสิ้นเนื้อประดาตัวเลยทีเดียว 

 

 

          ชีวิตของคนเราจะมีความสุขต่อเมื่อไม่มีหนี้สิน ซึ่งถ้าคุณเกิดมาโดยไม่ได้คาบช้อนเงินช้อนทอง แม้บางช่วงจังหวะของชีวิตจำเป็นจะต้องมีหนี้ เพราะหนี้บางอย่างถือว่าเป็นหนี้ที่ดี เช่น กู้เงินไปซื้อบ้านที่อยู่อาศัย หรือกู้เงินไปศึกษาเล่าเรียน เพราะเป็นการสร้างปัจจัยเพื่อใช้ในการหารายได้ในอนาคต แต่หนี้หลายประเภทก็เป็นหนี้ที่ควรจะห่างเอาไว้ ไม่ว่าจะเป็นหนี้บัตรเครดิต หนี้ผ่อนส่งของใช้ฟุ่มเฟือย และที่น่ากลัวที่สุดคือ หนี้การพนัน และหนี้นอกระบบ สิ่งที่สำคัญมากของชีวิตคนเราคือ เมื่อมีหนี้เกิดขึ้นแล้วจะต้องรีบใช้ให้หมดโดยเร็ว หลักการของชมรมคนออมเงินคือ ต้องใช้หนี้หมดจนปลอดหนี้ก่อนอายุจะครบ 45 ปี เพราะถ้าคุณมีหนี้สินคุณจะไม่สามารถออมเงินเพื่อใช้ในยามเกษียณได้ ถ้าคุณปลดหนี้ได้ตั้งแต่อายุ 45 ปี คุณมีเวลาเหลือเก็บออมอยู่ 15 ปี ซึ่งพูดตรง ๆ แล้ว ก็ไม่มากเท่าใดนัก

 

 

          ในฉบับต่อไปเราจะกล่าวถึงการขจัดหนี้ตั้งแต่ยังหนุ่มสาวไปจนถึงเข้าวัยกลางคน และต้องไม่เป็นหนี้ในยามแก่อย่างเด็ดขาด

 

 

 

                                                          ดร. สุวรรณ วลัยเสถียร