หน้าแรก ข่าว ฝากถาม กูรู แนะนำหนังสือ บทความ สมัครสมาชิก เกี่ยวกับเว็บไซต์ ติดต่อเรา
รับฟังย้อนหลังรายการ
“ชี้ทางออก...บอกทางรวย”

รับฟังสดได้ทาง FM 89.5
ทุกวัน จันทร์ - ศุกร์ เวลา
16.30 - 17.00 น.
thumb หนังสือ "จัดการภาษีมรดก"
หนังสือ "จัดการภาษีมรดก"
 
 
 
Share    
หนี้ในยามแก่ (ตอนที่ 3)
 

หนี้ในยามแก่ (ตอนที่ 3) 

 

โดย

 

ดร. สุวรรณ วลัยเสถียร

 

ประธานชมรมคนออมเงิน  www.saverclub.org  สงวนลิขสิทธิ์

 

         

 

          ในตอนที่แล้วเราได้กล่าวถึงหนี้ของคนหนุ่มสาวซึ่งผมเห็นว่าไม่ค่อยจะเป็นห่วงมากนัก เพราะปกติคนหนุ่มสาวซึ่งเริ่มทำงานเครดิตทางการเงินก็จะมีไม่มาก เป็นผลให้ไม่สามารถกู้ยืมเงินได้มากด้วย เว้นแต่ว่าจะเป็นคนที่เล่นการพนันและเข้าสู่หนี้นอกระบบ นอกจากนี้หนุ่มสาวยังมีช่วงระยะเวลาการทำงานอยู่มาก จึงสามารถสร้างรายได้ที่จะมาชำระเงินต้นและดอกเบี้ยได้นาน มีโอกาสการฝึกฝนทักษะและหาความรู้มากกว่าคนในวัยกลางคน เพราะเพิ่งจบการศึกษาใหม่ ๆ ยังเป็นคนไฟแรงที่ใฝ่หาความรู้ หากไม่ประพฤติตัวเป็นคนเสเพล ใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่ายแล้ว โอกาสการตั้งตัวและสร้างความมั่นคงทางการเงินให้กับตัวเองหรือครอบครัวก็ย่อมมีมาก

 

 

          เมื่อพ้นวัยหนุ่มสาวเข้ามาอยู่วัยกลางคนก็คือ ตั้งแต่อายุ 30 ปี – 50 ปี คนในวัยนี้อยู่ในช่วงที่ทำงานได้เต็มที่ คือ มีประสบการณ์และฐานะตำแหน่งก็น่าจะอยู่ระดับกลาง ถึงหัวหน้างาน บางคนก็เป็นถึงผู้จัดการกรรมการ หรือ Chief Executive Officer (CEO) โอกาสการหาความก้าวหน้า และสร้างรายได้ย่อมมีสูงขึ้น

 

 

          อย่างไรก็ตาม ค่าใช้จ่ายไม่ว่าจะเป็นของส่วนตัวหรือของครอบครัว และทางสังคม ก็เพิ่มขึ้นด้วย เพราะเดิมในวัยหนุ่มสาวซึ่งอาจจะเป็นคนโสดหรือเพิ่งเริ่มมีครอบครัว ยังไม่มีลูก ทั้งชายและหญิงก็ช่วยกันหารายได้ รายจ่ายยังมีไม่มาก อาจจะมีเฉพาะเรื่องการผ่อนบ้านและผ่อนรถ แต่เมื่อแต่งงานไปแล้ว 5 ปี 10 ปี มีบุตรเกิดขึ้น และเมื่อลูกอยู่ในวัยเรียน ภาระค่าใช้จ่ายก็เพิ่มมากขึ้น ดังนั้น ในช่วงนี้หากไม่คุมการใช้จ่าย หนี้สินต่าง ๆ ก็จะมีมากขึ้นได้ ในเวลาเดียวกันระยะเวลาการทำงานก็ค่อย ๆ หดสั้นลง การหารายได้มาจ่ายหนี้สินก็เริ่มจะเหลือน้อยลง

 

 

          ในความเห็นของผมการมีหนี้สินไม่ถือเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงถ้าผู้เป็นหนี้มีรายได้มาจ่ายเงินต้นและดอกเบี้ยตามกำหนด ซึ่งในช่วงแรก ๆ ต้องบอกว่าเป็นภาระที่หนัก เพราะเงินแต่ละงวดที่จ่ายสถาบันการเงินหรือเจ้าหนี้นำไปชำระดอกเบี้ยเสีย 80-95% จ่ายเงินต้นเพียง 5-20% เท่านั้น แต่ถ้าผู้กู้อดทนชำระไปทุกเดือน เงินต้นย่อมลดลง และถ้าดอกเบี้ยสามารถกำหนดได้คงที่ จำนวนดอกเบี้ยจ่ายในแต่ละงวดก็ย่อมลดลงด้วยตามส่วน อย่างที่ชาวบ้านเรียกว่า “ลดต้นลดดอก”

 

 

 

          หากเป็นการผ่อนบ้านซึ่งระยะเวลากู้ยืมยาว 30 ปี ถ้าผ่อนชำระได้ตั้งแต่ 10 ปีขึ้น แสดงว่าลูกหนี้มีฐานะและวินัยดี หนี้เงินต้นจะลดลงไปไม่ต่ำกว่า 25% ในเวลาเดียวกันลูกหนี้ผู้กู้จะมีประสบการณ์ทำงานมากขึ้น ย่อมได้รับการเลื่อนตำแหน่งและปรับเงินเดือน จึงมีรายได้มากขึ้นพอจ่ายหนี้สิน คล่องตัวขึ้น 10 ปีผ่านไปหนี้เงินต้นจะลดลงค่อนข้างเร็ว และไปถึงช่วงสุดท้าย คือ เมื่อจ่ายหนี้มาแล้ว 20 ปี หนี้ตั้งแต่ปีที่ 21-30 ช่วงนี้เงินผ่อนแต่ละงวดจะไปจ่ายเงินต้นมากกว่าดอกเบี้ย ทำให้ภาระหนี้สินหมดไปได้เร็ว โดยกฎเกณฑ์ของผมจะถือว่า ความสำคัญในการสร้างครอบครัวคือ ต้องตั้งใจให้แน่วแน่ว่า จ่ายหนี้ให้หมดเมื่ออายุ 45 ปี เหตุผลก็คือ

 

 

          1.       ในวัยนี้ระยะเวลาการทำงานจะเหลืออยู่เพียง 15 ปี เพราะจะเกษียณอายุที่ 60 ปี หากหนี้ยังไม่หมดก็ต้องระวังว่าในเวลาจะออมได้น้อย เพราะยังผ่อนหนี้อยู่  การสร้างเงินออมเป็นสิ่งที่ทำได้ยาก และหากไม่เริ่มต้นตั้งแต่ยังหนุ่มสาวแล้วมาเริ่มต้นเอาวัย 45 ปี ต้องบอกว่าระยะเวลาที่เหลือ 15 ปีค่อนข้างสั้น จะต้องเร่งออมเดือนละหลายหมื่นจึงจะมีเงินออมพอเพียงในเวลาเกษียณ

 

 

          2.       ในวัย 45 ปีขึ้นไป ต้องบอกว่า ลูก ๆ อยู่ในวัยกินวัยเรียน ค่าใช้จ่ายย่อมสูงมากกว่าตอนที่ลูก ๆ อยู่ในวัยเด็กเล็ก หากจะให้ลูก ๆ เรียนโรงเรียนนานาชาติ เพื่อให้มีโอกาสได้ฝึกฝนเทคนิคการสร้างความรู้วิธีใหม่ ๆ และเก่งภาษาอังกฤษ ค่าเล่าเรียนก็ตกประมาณ 600,000 บาทต่อคนต่อปี หากมีลูก 3 คน ปีหนึ่งก็เกือบ 2 ล้านบาท ทั้งนี้ ยังไม่รวมค่าเสื้อผ้า ตำราเรียน ค่าเดินทางและอาหาร และยิ่งถ้าลูกเรียนจบแล้ว เข้าศึกษาต่อในสถาบันอุดมศึกษาในประเทศไทยก็ไม่แพงมาก แต่ถ้าส่งไปศึกษาในต่างประเทศก็จะต้องใช้จ่ายถึงคนละ 1 ล้านต่อปี

 

 

          3.       ต้องยอมรับว่าสุขภาพของคนวัยกลางคนจะไม่แข็งแรง บึกบึนเหมือนวัยหนุ่มสาว ดังนั้น ค่าหมอและค่ายาก็จะสูงตามขึ้นตามวัย เมื่อเทียบกับเมื่อวัยยังหนุ่มสาว 10-20 ปีก่อน เงินเฟ้อจะเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้รายจ่ายสูงขึ้นเป็นทวีคูณ

 

 

          คำถามก็คือ หากอายุ 45 ปีแล้ว หนี้ยังไม่หมดจะต้องทำอย่างไร ถึงตอนนี้ผมจะเร่งให้จำกัดค่าใช้จ่ายและอาจจะต้องถึงกับรัดเข็มขัด ลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นลงให้มาก เพื่อให้มีเงินเหลือมาชำระหนี้หรือเก็บออมได้มากขึ้น วิธีช่วยอีกอย่างหนึ่งก็คือ ถ้าในช่วงนั้นเริ่มมีเงินออม ต้องนำเอาไปลงทุนให้ได้ดอกผล แต่ต้องยอมรับว่าในระยะนี้การลงทุนที่มั่นคงและดอกผลดีหาแทบไม่ได้เลย เพราะ

 

 

          (1)     ราคาทองคำลดต่ำลงมาสองปีแล้ว และจะผันผวนต่อไปอีกราว 2-3 ปีกว่าจะมีโอกาสปรับตัวสูงขึ้น

 

 

          (2)     อสังหาริมทรัพย์ก็ไม่น่าจะดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาเรื่องการเมืองในปัจจุบันย่อมเป็นตัวถ่วงของราคาอสังหาริมทรัพย์ ผู้ที่โชคดีก็คือ ผู้มีสตางค์และพร้อมที่จะซื้อได้ในราคาที่ถูก

 

 

 

          (3)     เมื่อปีสองปีก่อนซึ่งการเมืองสงบนิ่ง และเศรษฐกิจแข็งแกร่ง ประเทศไทยฟื้นจากภาวะน้ำท่วมได้เร็ว ในสภาวะดอกเบี้ยที่ต่ำ ทำให้ตลาดหุ้นปรับตัวขึ้นเร็วมาก แต่นับตั้งแต่กลางปี 2556 ตลาดหุ้นปรับลงมาตลอดเวลา การลงทุนในหุ้นซึ่งเดิมคาดว่าจะได้ผลตอบแทนเฉลี่ยทั้งเงินปันผลและราคาเพิ่มของหุ้นตกปีละ 12-15% หากสามารถลงทุนได้เป็นเวลา 5 ปีก็ยากขึ้น

 

 

          (4)     จะหวังให้ดอกเบี้ยขั้นกลับยิ่งลำบาก เพราะภาวะเศรษฐกิจที่ไม่ดีในปี 2557 คณะกรรมการนโยบายการเงิน หรือ กนง. มีแนวโน้มที่จะคงหรือลดอัตราดอกเบี้ยเสียด้วยซ้ำ ถ้ามีการลดดอกเบี้ยก็หมายความว่า เงินฝาก หุ้นกู้ หรือพันธบัตร ก็จะลดดอกเบี้ยลงเช่นกัน จึงสังเกตได้ว่า หุ้นกู้รุ่นเก่า ๆ ซึ่งออกมาประมาณ 5 ปีที่แล้ว ดอกเบี้ย 5-6% เมื่อครบกำหนด ผู้ออกหุ้นกู้ก็จะไถ่ถอนทันที หุ้นกู้บางประเภทอายุ 10 ปี แต่อนุญาตให้ผู้ออกหุ้นกู้ไถ่ถอนได้เมื่อครบ 5 ปี ผู้ออกหุ้นกู้เหล่านี้ก็จะรีบฉวยโอกาสไถ่ถอนก่อนกำหนดเพื่อออกหุ้นกู้ชุดใหม่เหมือนการ re-finance ในอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำกว่า เช่น 3-4%

 

 

          วัยกลางคนจึงเป็นวัยที่ต้องเริ่มระวังเกี่ยวกับการลดหรือขจัดหนี้สินในหมดไปโดยเร็ว เพื่อให้มีเวลาสร้างเงินออมให้เพิ่มขึ้นสำหรับวัยเกษียณ

 

 

          ขอให้ทุกท่านโชคดีครับ

 

 

                                                          ดร. สุวรรณ วลัยเสถียร