หน้าแรก ข่าว ฝากถาม กูรู แนะนำหนังสือ บทความ สมัครสมาชิก เกี่ยวกับเว็บไซต์ ติดต่อเรา
รับฟังย้อนหลังรายการ
“ชี้ทางออก...บอกทางรวย”

รับฟังสดได้ทาง FM 89.5
ทุกวัน จันทร์ - ศุกร์ เวลา
16.30 - 17.00 น.
thumb หนังสือ "จัดการภาษีมรดก"
หนังสือ "จัดการภาษีมรดก"
 
 
 
Share    
หนี้ในยามแก่ (ตอนที่ 4)
 

หนี้ในยามแก่ (ตอนที่ 4) 

 

โดย

 

ดร. สุวรรณ วลัยเสถียร

 

ประธานชมรมคนออมเงิน  www.saverclub.org  สงวนลิขสิทธิ์

 

         

 

          มีข่าวชิ้นหนึ่งในขณะนี้ซึ่งสร้างความสับสนให้กับคนมากพอสมควร คือ กรณีที่พระราชบัญญัติกู้เงิน 2 ล้านล้าน เพื่อลงทุนสร้างสาธารณูปโภค เช่น รถไฟความเร็วสูง ถนน สะพาน เพื่อเพิ่มศักยภาพของประเทศในด้านการขนส่งและ Logistics อันจะทำให้ประเทศไทยเราสามารถแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้านและประเทศอื่น ๆ ในแถบอาเซียน และเป็นการเตรียมตัวเพื่อเปิดประเทศเข้าสู่ความเป็นเสรีชน Asean Economic Community หรือ AEC ไม่สามารถนำมาใช้ได้นับเป็นเรื่องน่าเสียดายอย่างยิ่ง

 

 

          หากเทียบเคียงตัวอย่าง ปรากฏว่าประเทศสิงคโปร์ซึ่งเป็นรัฐเล็ก ๆ แต่มีการพัฒนาเจริญก้าวหน้าไปมาก เพิ่งจะสร้างอุโมงค์ขนาดใหญ่เพื่อให้รถยนต์เดินทางจากในตัวเมืองสิงคโปร์ไปกลับจากสนามบิน Changi โดยอุโมงค์ดังกล่าวถึงกับต้องลอดใต้ทะเล เนื่องจากการสร้างอุโมงค์สามารถทำเป็นทางตรง จึงเป็นเส้นทางลัดให้รถยนต์สามารถวิ่งได้ด้วยความเร็วที่ปลอดภัยและประหยัดน้ำมัน สิงคโปร์ลงทุนเป็นเงินประมาณ 4,100 ล้านเหรียญสิงคโปร์ เทียบเป็นเงินบาทก็ประมาณ 102,500 ล้านบาท สิงคโปร์ลงทุนสร้างอุโมงค์แห่งนี้ซึ่งมีความยาวประมาณ 6 กิโลเมตร ก็เพราะเหตุผล 4 ประการ คือ

 

 

          1.       เพื่อทำให้การจราจรจากตัวเมืองเข้าออกสู่สนามบินอันเป็น Hub สำหรับการเดินทางและขนส่งทางอากาศที่สำคัญเป็นไปได้สะดวกรวดเร็วและปลอดภัย

 

 

          2.       สิงคโปร์ใช้เงินเพื่อเรียนรู้เทคโนโลยีวิธีการสร้างอุโมงค์ขนาดใหญ่ เพราะอุโมงค์เหล่านี้ปกติจะพบมากในประเทศตะวันตก เช่น สหรัฐอเมริกา ยุโรป หรือญี่ปุ่นซึ่งมีขุนเขาจำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งมีภูเขาสูง การที่สิงคโปร์อยากเรียนรู้เกี่ยวกับการก่อสร้างอุโมงค์ขนาดใหญ่ย่อมจะต้องใช้เงิน แม้ว่าจะต้องกู้ยืมเงินก็พร้อมที่จะกู้

 

 

          3.       โครงการก่อสร้าง หากลงทุนไป 102,500 ล้านบาท จะช่วยทำให้เศรษฐกิจขยายตัวได้สามเท่า คือ ก่อให้เกิดเงินหมุนเวียนจำนวน 307,500 ล้านบาท ในภาคเศรษฐกิจของประเทศ ดังนั้น การกู้ยืมเงินเพื่อใช้สร้างอุโมงค์จึงเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า

 

 

          4.       เป็นการเชิดหน้าชูตาประเทศและเป็นการเรียนรู้นวัตกรรม

 

 

          ดูตัวอย่างประเทศสิงคโปร์เทียบกับประเทศไทยแล้ว ก็ทำให้เห็นความแตกต่างกันอย่างมากระหว่างสองประเทศ

 

 

          กลับมาเทียบกับเรื่องในครัวเรือนของเรา การกู้หนี้ยืมสิน ถ้าเป็นการลงทุนเพื่อสร้างประโยชน์ก็ย่อมมีความจำเป็น ซึ่งผมได้พูดหลายครั้งแล้วว่า หนี้ดีถือเป็นหนี้ที่จำเป็น ประกอบด้วยหนี้ 3 ประเภท

 

 

          (1)     เงินกู้ยืมเพื่อใช้ในการซื้อหรือสร้างบ้านที่อยู่อาศัย ไม่ว่าจะเป็นบ้านเดี่ยว ห้องชุด คอนโดมิเนียม ทาวน์เฮ้าส์ หรือแม้แต่บ้านแฝด เพราะร้อยละ 99 ของคนซื้อบ้านจะจ่ายดาวน์เพียง 5-20% แล้วที่เหลือกู้ยืมเงินจากธนาคารหรือนายจ้าง ซึ่งดอกเบี้ยเงินกู้สามารถหักภาษีได้ปีละ100,000 บาท  ถือเป็นการลดภาระการกู้ยืมเงินช่วยให้ผู้ซื้อมีบ้านที่อยู่อาศัยโดยไม่ต้องเช่า  จึงช่วยลดรายจ่าย  หลาย ๆ ครั้งค่าเช่ารายเดือนก็ใกล้เคียงกับการผ่อนเงินงวดให้กับธนาคาร ซึ่งผ่อนนาน ๆ เข้าในที่สุดเมื่อหนี้หมดแล้ว ธนาคารก็จะปลดจำนองให้แก่ผู้กู้ยืมเป็นเจ้าของบ้านโดยสมบูรณ์ ไม่ติดภาระติดพันใด ๆ

 

 

          (2)     เงินกู้ยืมเพื่อการศึกษา  จะเห็นได้ว่า ขณะนี้รัฐบาลให้เงินนักศึกษาชั้นปริญญาตรีขึ้นไปสามารถกู้ยืมเงินเพื่อใช้เรียนหนังสือได้ตลอดหลักสูตร 4 ปี เพราะถ้าไม่มีเงินก้อนนี้นักเรียนก็จะไม่มีความรู้ไปพัฒนาทักษะ ฝีมือแรงงาน เพื่อทำงานที่ยากและต้องใช้เทคโนโลยีความสามารถสูงขึ้น ดังนั้น การกู้ยืมเงินเพื่อศึกษาหาความรู้เพิ่มเติม ไม่ว่าจะเป็นในประเทศ หรือต่างประเทศ ย่อมให้ประโยชน์แก่ผู้กู้ แต่พึงสังวรไว้ก็คือ ผู้ที่กู้ไปแล้วจะต้องใช้คืนตามกำหนดให้เต็มจำนวนทั้งเงินต้นและดอกเบี้ย เนื่องจากรัฐบาลคิดดอกเบี้ยต่ำมาก และการผ่อนเงินงวดแต่ละเดือนก็ไม่มาก นักเรียนนักศึกษาผู้กู้จึงต้องมีความรับผิดชอบในเรื่องนี้ และจะต้องสังวรไว้ด้วยว่า การคืนเงินกู้ให้กับรัฐบาลนอกจากจะเป็นการสร้างวินัยการเงินสำหรับตนเองซึ่งต่อไปอาจจะต้องกู้ยืมเงินเพื่อซื้อบ้านหรือผ่อนรถ ยังทำให้กองทุนการศึกษาของรัฐบาลมีเงินหมุนเวียนเพื่อให้นักศึกษารุ่นต่อ ๆ ไปสามารถกู้ยืมเงิน หากรุ่นพี่ไม่ปฏิบัติหน้าที่ในการคืนเงินกู้ให้รัฐบาลแล้ว รัฐก็ต้องจัดเงินงบประมาณทุกปี ซึ่งจะเป็นภาระต่อการจัดเก็บภาษีอากรจากประชาชน

 

 

          (3)     การกู้ยืมในยามฉุกเฉิน เช่น ประสบภัยพิบัติ เจ็บป่วยเป็นโรคร้ายแรง เพราะคนเราต้องรักษาชีวิตและปัจจัยการทำงานเอาไว้ก่อน ดังนั้น ถ้าเจ็บป่วยหรือประสบอุบัติเหตุ และไม่มีเงินรักษาให้หายจากโรคภัยหรือบาดแผลก็ย่อมทำงานไม่ได้ การกู้ยืมเงินในกรณีนี้ถือเป็นการกู้ที่จำเป็นและไม่น่าเป็นห่วงเท่าใด

 

 

          ทั้งนี้และทั้งนั้น เมื่อกู้ยืมเงินไปแล้วจะต้องวางแผนว่าจะจ่ายคืนได้อย่างไร ปกติแล้วการจ่ายคืนเงินกู้ต่าง ๆ ทุกประเภทรวมกันในแต่ละเดือนไม่ควรเกินกว่า 40% ของรายได้ของผู้กู้ เช่น ผู้กู้มีรายได้ทุกประเภทรวมกันเดือนละ 30,000 บาท การจ่ายคืนเงินกู้ไม่ควรที่จะเกินเดือนละ 12,000 บาท ส่วนเงินที่เหลืออีกเดือนละ 18,000 บาท เหลือไว้ใช้จ่ายสำหรับส่วนตัวและครอบครัว การที่ต้องผ่อนชำระเงินกู้เกินกว่า 40% ของรายได้จะเป็นภาระหนักเกินไป จะกระทบต่อกระแสเงินสด และย่อมจะเป็นการล่อแหลมต่อการที่จะไม่สามารถคืนเงินกู้ได้ตามกำหนด ทำให้เกิดการติดค้างชำระหนี้ ซึ่งถ้าเป็นดังนี้ ผู้กู้จะประสบปัญหาหลายประการ คือ

 

 

          1.       หนี้ในช่วงผิดนัด  จะถูกเก็บดอกเบี้ยหรือเบี้ยปรับสูงขึ้น ทำให้ภาระการผ่อนจ่ายหนักขึ้น

 

 

          2.       จะถูกเจ้าหนี้ผู้ให้กู้ยืมส่งรายชื่อเข้าไปในศูนย์ข้อมูลเครดิต หรือ Credit Bureau ซึ่งทำให้ฐานะการเงินของผู้กู้ด้อยลง ต่อไปจะกู้ยืมเงินได้ยากยิ่งขึ้น หรือต้องกู้ในอัตราที่แพงขึ้น เพราะถือว่าเป็นผู้กู้ที่มีความเสี่ยงสูง หรืออาจจะไม่อายกู้ยืมเงินได้อีกเลย

 

 

          3.       ทำให้ผู้กู้หมดกำลังใจที่จะผ่อนจ่ายเงินกู้ เพราะว่ากำลังเข้าสู่ภาวะชักหน้าไม่ถึงหลัง เสียเวลาในการหมุนเงิน หมกมุ่นอยู่แต่การใช้หนี้จนไม่เป็นอันทำงาน

 

 

          การแก้ปัญหาดังกล่าวข้างต้นแก้ได้อย่างไร เราจะหาทางออกในตอนต่อไป

 

 

          ขอให้ทุกท่านโชคดีครับ

 

 

                                                          ดร. สุวรรณ วลัยเสถียร