หน้าแรก ข่าว ฝากถาม กูรู แนะนำหนังสือ บทความ สมัครสมาชิก เกี่ยวกับเว็บไซต์ ติดต่อเรา
รับฟังย้อนหลังรายการ
“ชี้ทางออก...บอกทางรวย”

รับฟังสดได้ทาง FM 89.5
ทุกวัน จันทร์ - ศุกร์ เวลา
16.30 - 17.00 น.
thumb หนังสือ "จัดการภาษีมรดก"
หนังสือ "จัดการภาษีมรดก"
 
 
 
Share    
หนี้ในยามแก่ (ตอนที่ 5)

หนี้ในยามแก่ (ตอนที่ 5) 

 

โดย

 

ดร. สุวรรณ วลัยเสถียร

 

ประธานชมรมคนออมเงิน  www.saverclub.org  สงวนลิขสิทธิ์

 

 

          แม้ว่าหนี้สินจะเป็นสิ่งอันไม่พึงประสงค์ของทุกคนและทุกครอบครัว ในตอนที่ 4 ที่ผ่านมาเราได้กล่าวว่า หนี้บางประเภทเป็นหนี้ที่จำเป็น เช่น

 

 

          1.       เงินกู้ยืมเพื่อใช้ในการซื้อหรือสร้างที่อยู่อาศัย

 

 

          2.       เงินกู้ยืมเพื่อการศึกษา

 

 

          3.       เงินกู้ยืมในยามฉุกเฉิน เช่น ยามป่วยหนัก

 

 

          หนี้จำเป็นทั้งสามประการนี้หากต้องก่อขึ้นก็เป็นหนี้ที่สร้างสรรค์ คือ เสริมสร้างปัจจัยให้คุณใช้ชีวิตและทำงานหารายได้หรือจำเป็นต้องรักษา ซ่อมแซมร่างกายที่เจ็บป่วยเพื่อให้กลับคืนมาดี

 

 

          มีผู้ถามว่าในขณะที่อยู่ในวัยหนุ่มสาวมีหนี้สามประเภทข้างต้นก็ยังพอที่จะหารายได้เพื่อผ่อนชำระแต่ในยามแก่จะทำอย่างไร  ในเบื้องต้นขอยกตัวอย่างหนี้เงินกู้ยืมเพื่อการอยู่อาศัย ปกติจะเป็นเงินก้อนใหญ่ซึ่งกว่าจะผ่อนชำระได้หมดก็กินเวลา 10 หรือ 20 หรือแม้แต่ 30 ปี ซึ่งยาวมาก

 

 

          ส่วนของหนี้เงินกู้ยืมเพื่อการศึกษา ในต่างประเทศอย่างสหรัฐอเมริกาซึ่งค่าศึกษาแพงมาก นักเรียนหลายคนกู้ยืมไปร่ำเรียนจนถึงขั้นปริญญาเอก บางคนถึงกับศึกษาต่อโดยทำการค้นคว้าและวิจัยหลังจบปริญญาเอก (Post Doctoral Research) แม้อัตราดอกเบี้ยของเงินกู้ยืมเพื่อการศึกษาในสหรัฐอเมริกาจะต่ำเช่นเดียวกับของรัฐบาลไทย โดยกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (“กยศ.”) ที่ให้ความอนุเคราะห์ต่อนักเรียนนักศึกษาในการกู้ยืมเงินโดยเฉพาะอย่างยิ่งขั้นปริญญาตรี แต่การเรียกทวงเงินคืนเงินกู้ของรัฐบาลเข้มงวดมาก จึงขอกล่าวโดยย่อเพื่อประโยชน์สำหรับท่านผู้อ่านในที่นี้

 

 

          (1)     การกู้ยืมเงินเพื่อการศึกษา (Student Loan) ของสหรัฐอเมริกาไม่มีขาดอายุความ ดังนั้น นักเรียนผู้กู้ซึ่งไม่ชำระเงินคืนให้ครบถ้วน แม้เวลาจะผ่านไปกี่สิบปีก็จะต่อสู้ว่าขาดอายุความไม่ได้ ซึ่งต่างกับเงินกู้ยืมในประเทศไทยที่ปกติกำหนดว่า ถ้าผู้ให้กู้ไม่ทวงถาม คือ ฟ้องเป็นคดีต่อศาลภายในระยะเวลา 10 ปี นับแต่หนี้เงินกู้ถึงกำหนดชำระ ก็ถือว่าขาดอายุความสำหรับเงินต้น ส่วนดอกเบี้ยถือว่าขาดอายุความเมื่อครบ 5 ปี นับแต่ครบกำหนดชำระดอกเบี้ยแล้วไม่มีการชำระ

 

          (2)     กฎหมายล้มละลายของสหรัฐอเมริกากำหนดว่า เงินกู้ยืมเพื่อการศึกษาจะไม่หลุดพ้น แม้นักเรียนผู้กู้จะล้มละลาย กล่าวคือ หากมีเรื่องที่ผู้กู้ถูกฟ้องล้มละลาย หรือร้องขอให้ตัวเองล้มละลาย หรือเข้าแผนฟื้นฟูเพื่อปรับโครงสร้างหนี้ของตัวเอง โดยรัฐบาลสหรัฐอเมริกาผู้ให้กู้มิได้เข้าไปขอรับชำระหนี้ภายในกำหนดของกฎหมายล้มละลาย ตัวอย่างในประเทศไทยคือ เจ้าหนี้จะต้องขอรับชำระหนี้ภายใน 60 วัน นับแต่ลูกหนี้ถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด ในกรณีนั้นหากเจ้าหนี้ละเลยจนพ้นเวลาขอรับชำระหนี้ ถือว่าหนี้ขาดอายุความ ยกเว้นแต่หนี้ที่มีหลักประกัน เช่น มีจำนอง จำนำ แต่กฎหมายของสหรัฐอเมริกากำหนดว่า การที่นักเรียนผู้กู้ล้มละลายไม่ถือว่าหลุดพ้นจากภาระหนี้ที่กู้ยืมมาเรียนหนังสือ

 

 

          (3)     หากนักเรียนผู้กู้ไม่ชำระหนี้ตามกำหนด ทำให้เกิดเป็นหนี้เสีย รัฐบาลสหรัฐอเมริกาจะส่งชื่อไปเข้าศูนย์ข้อมูลเครดิต หรือ Credit Bureau ว่าผู้กู้มีประวัติทางการเงินไม่ดี ทำให้ผู้กู้ขาดโอกาสในการที่จะติดต่อขอกู้ยืมเงินหรือขอวงเงินสินเชื่อหรือทำธุรกรรมทางการเงินในบางกรณี

 

 

          (4)     นอกจากการที่มีชื่ออยู่ในศูนย์ข้อมูลเครดิตในทางที่ไม่ดีจะเป็นปัญหาในทางการเงินแล้ว กฎหมายของสหรัฐอเมริกายังมีการจัดอันดับความน่าเชื่อถือทางเครดิตของบุคคลเรียกว่า FICO Score (Fair Isaac Corporation) ซึ่งหากคนใดไม่ว่าจะเป็นนักเรียน หรือพ่อบ้าน แม่เรือน หรือนักธุรกิจ จะกู้ยืมเงินส่วนตัวจากสถาบันการเงิน เขาจะไปตรวจเช็คว่าคะแนนของ FICO (เรียกว่า FICO Score) ของผู้กู้มีสูงต่ำเท่าใด ถ้าคะแนนสูงจัดว่าอยู่ในอันดับเครดิตดี คล้ายกับบริษัทห้างร้านที่ได้ถูกจัดอันดับความน่าเชื่อถือยู่ขั้น A จึงทำให้กู้ยืมเงินได้ง่าย ดอกเบี้ยต่ำ ข้อกำหนดและเงื่อนไขค่อนข้างจะผ่อนปรน (Relaxed Terms and Conditions) แต่ในทางตรงกันข้าม ถ้าคะแนน FICO ของผู้กู้ค่อนข้างต่ำ จะทำให้กู้ยากขึ้น หรือมีข้อกำหนดเงื่อนไขที่เข้มงวดมากขึ้น หรือต้องจ่ายดอกเบี้ยในอัตราสูงกว่าปกติ เนื่องจากผู้ให้กู้จะพิจารณาว่า ผู้กู้ซึ่งมีคะแนน FICO ต่ำ ต้องถือว่ามีความเสี่ยงสูง ถ้าเทียบกับการจัดอันดับของบริษัทหรือห้างร้านแล้วก็จะอยู่ในระดับ B หรือ C

 

 

          ดังนั้น เมื่อคนเรามีหนี้สิน ไม่ว่าจะเป็นหนี้ที่จำเป็นตามที่กล่าวข้างต้น หรือหนี้ที่ไม่ค่อยจำเป็น เช่น หนี้เพื่อการบริโภค (Consumer Loan) ซึ่งใช้ซื้อสินค้าหรือบริการที่ไม่ค่อยมีความจำเป็นต่อการดำรงชีวิตมากมายนัก เช่น รูดบัตรเครดิตเพื่อซื้อทัวร์ไปเที่ยวต่างประเทศครั้งละเป็นหมื่น ๆ บาท หรือถ้าไปกันทั้งครอบครัวก็จะใช้เงินเป็นแสนบาท การมีหนี้สินถือเป็นสิ่งที่ไม่พึงปรารถนา โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับลูกหนี้ที่เข้าสู่วัยชรา กล่าวคือ ตั้งแต่อายุ 55 ปีขึ้นไป ต้องพึงระวังไว้ เพราะในช่วงอายุเช่นนี้มีเวลาทำงานเหลือน้อยลง โอกาสที่จะหารายได้มาจ่ายหนี้สินให้หมดไปก่อนเกษียณที่ปกติอายุ 60 ปี ก็จะสั้นและน้อยลงด้วย 

 

 

          จึงควรพึงระวังหนี้ในยามแก่ โดยตอนต่อไปเราจะศึกษารายละเอียดที่น่าสนใจบางประการของการจัดการหนี้ในยามแก่

 

 

          ขอให้ทุกท่านโชคดีครับ

 

 

                                                          ดร. สุวรรณ วลัยเสถียร