หน้าแรก ข่าว ฝากถาม กูรู แนะนำหนังสือ บทความ สมัครสมาชิก เกี่ยวกับเว็บไซต์ ติดต่อเรา
รับฟังย้อนหลังรายการ
“ชี้ทางออก...บอกทางรวย”

รับฟังสดได้ทาง FM 89.5
ทุกวัน จันทร์ - ศุกร์ เวลา
16.30 - 17.00 น.
thumb หนังสือ "จัดการภาษีมรดก"
หนังสือ "จัดการภาษีมรดก"
 
 
 
Share    
ภาษีบริษัทกงสี

ภาษีบริษัทกงสี

Tax on Holding Company

โดย

ดร. สุวรรณ วลัยเสถียร

ประธานชมรมคนออมเงิน   www.saverclub.org   สงวนลิขสิทธิ์

 

 

         60 กว่าปีแล้ว สมัยผมยังเด็ก ๆ อาศัยอยู่กับคุณปู่ คุณย่า เวลาที่ญาติพี่น้องรวมทั้งคุณพ่อคุณแม่คุยกันมักจะมีคำว่า “กงสี” เป็นประจำ ซึ่งถ้าแปลความหมายตรงตัว ก็คือ บริษัทครอบครัว หรือ Family Company ของตระกูลนั่นเอง เนื่องจากผู้เป็นหัวหน้าอาวุโสจะตั้งบริษัทเพื่อประกอบธุรกิจการค้า รวมทั้งรวบรวมถือกรรมสิทธิ์ในสินทรัพย์ต่าง ๆ ของตระกูล เมื่อค้าขายมีกำไรก็จะแบ่งเงินให้แก่ลูกหลานเป็นรายปี รวมทั้งมีการแจกอั่งเปาในระหว่างเทศกาลตรุษจีนด้วย ลูกหลานคนใดที่เข้ามาช่วยงานก็จะได้รับเงินเดือนค่าจ้างเหมือนอย่างพนักงานหรือหลงจู๊ทั่วไป

 

         ในสายตาของชาวตะวันตกบริษัทกงสีก็ทำหน้าที่เหมือนHolding Company นั่นเอง ต่อมาเมื่อวัฒนธรรมของฝรั่งเข้ามาแทรกซึมในประเทศไทยมากขึ้น คำว่า “กงสี” ก็ค่อย ๆ เลือนไป แต่จะไปคุ้นเคยกับคำว่า Holding Company มากกว่า แล้วเวลาก็หมุนผ่านไป 50-60 ปี ปัจจุบันคำว่า “บริษัทกงสี” เริ่มมามีบทบาทมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อตอนต้นปี 2559 รัฐบาลประกาศให้มีการจัดเก็บภาษีมรดก และภาษีการยกให้โดยเสน่หา จึงทำให้การส่งต่อหรือผ่องถ่ายทรัพย์สมบัติของบรรพบุรุษให้แก่ลูกหลานมีประเด็นซับซ้อนมากขึ้น

 

         อันที่จริงกฎหมายว่าด้วยภาษีมรดกหรือภาษีการยกให้มีอัตราไม่สูงมาก คือ เพียงประมาณ 5% สำหรับบุคคลในสายเลือด แต่วิธีการสำแดงและยื่นแบบฟอร์มรวมทั้งกำหนดระยะเวลาและการชำระภาษีเป็นของใหม่ทั้งสิ้น การที่คนไทยเรายังไม่คุ้นเคยกับภาษีใหม่สองประเภทนี้ อาจก่อให้เกิดข้อบกพร่องหรืออุปสรรคหลายประการ เช่น

 

         (1)    ไม่รู้ตัวว่าจะต้องเสียภาษีมรดกหรือภาษีการรับทรัพย์สินให้จากพ่อแม่หรือจากบุคคลทั่วไป

 

         (2)    ไม่เข้าใจถึงวิธีการยื่นแบบ แม้กฎหมายจะมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2560 แต่ยังต้องมีกฎหมายลูกรองรับ ไม่ว่าจะเป็นพระราชกฤษฎีกา, กฎกระทรวง หรือประกาศอธิบดีกรมสรรพากร อีกเป็นจำนวนมาก ซึ่งส่วนใหญ่ก็อยู่ในระหว่างการยกร่างแทบทั้งสิ้น

 

         (3)    วิธีการคิดมูลค่าของสินทรัพย์ที่ได้รับมา เพื่อเป็นฐานในการคำนวณภาษี ไม่ว่าจะเป็นสินทรัพย์มีรูปร่าง หรือไม่มีรูปร่าง หรือได้รับเป็นเงินต่างประเทศ จะมีการแปลงค่าเป็นเงินบาทอย่างไร สินทรัพย์บางประเภทก็คิดราคาได้หลายวิธี เช่น ราคาตามบัญชี (Book Value), ราคาที่ซื้อขายกันในตลาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งหุ้นที่อยู่นอกตลาดหลักทรัพย์ รวมทั้งจดทะเบียนซื้อขายอยู่ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย, หรือใช้ราคาดั้งเดิมที่ได้ทรัพย์สินมา(Historical Cost), ราคาประเมินของรัฐบาล (Government Assessed Value) ซึ่งใช้บังคับกับอสังหาริมทรัพย์ ที่ดินและโรงเรือนสิ่งปลูกสร้างต่าง ๆ รวมทั้งทรัพย์สินที่ตั้งอยู่ในประเทศไทยหรืออยู่ต่างประเทศก็ยังต้องรอให้มีกฎหมายลูกรองรับทั้งสิ้น

 

         ก่อนที่เราจะเข้าประเด็นเกี่ยวกับภาษีของบริษัทกงสีผมอยากจะกล่าวถึงสาเหตุหรือประโยชน์ในการจัดตั้งหรือจดทะเบียนเป็นบริษัทว่ามีประการใดที่น่าสนใจบ้าง สามารถพิจารณาแยกเป็นข้อ ๆ ได้ดังนี้

 

         1.      ใช้บริษัทกงสีเป็นที่รวบรวมสินทรัพย์ต่าง ๆ ของครอบครัววงศ์ตระกูลเข้าด้วยกัน โดยให้รู้ว่าสินทรัพย์มีเท่าใด อยู่ที่ใด ตีราคาเป็นอย่างไร ใครเป็นผู้มีหน้าที่ครอบครองดูแล เพราะถ้าสินทรัพย์บันทึกอยู่ในบัญชีของบริษัทแล้ว ย่อมมีรายละเอียดที่ต้องทำรายงาน รวมทั้งมีผู้สอบบัญชีมาคอยตรวจสอบด้วย จึงทำให้ผู้นำของวงศ์ตระกูล หรือผู้ที่รับผิดชอบสามารถรู้ได้ว่า ขณะนี้ครอบครัวมีทรัพย์สินมากน้อยเพียงใด รวมทั้งมีหนี้สินประการใดด้วย ราคาทรัพย์สินก็คือต้องใช้ราคารวมหักด้วยหนี้สินทั้งหมดก็จะได้ราคาสินทรัพย์สุทธิ

 

 

         2.      เป็นเครื่องมือที่ช่วยในการควบคุมมิให้สินทรัพย์ถูกโอนย้ายหรือผ่องถ่ายไปยังบุคคลภายนอกได้โดยง่าย เนื่องจากบริษัทกงสีเป็นบริษัทจำกัดซึ่งอยู่ในความควบคุมของที่ประชุมผู้ถือหุ้นและคณะกรรมการ ด้วยเหตุนี้ ถ้าสมาชิกของครอบครัวเป็นผู้ถือหุ้น รวมทั้งทำหน้าที่เป็นกรรมการด้วยแล้ว ก็สามารถดูแลกิจการ บริหารงาน ลงทุน ค้าขาย หรือทำการซื้อและจำหน่ายจ่ายโอนสินทรัพย์ได้ดี การที่จะทำนิติกรรมประการใดบางครั้งก็ขึ้นอยู่กับบุคคลหลายคน เช่น ต้องมีกรรมการ 2 คนลงลายมือชื่อร่วมกัน ไม่ว่าจะประทับตราของบริษัทหรือไม่

 

                  การที่มีบุคคลเกินกว่า 1 คนขึ้นไปเป็นผู้คอยดูแล ตัดสินใจ และกระทำการ ย่อมทำให้มีความรอบคอบและโปร่งใสมากขึ้นกว่าการที่คุณปู่ หรือคุณพ่อคุณแม่ จะมอบทรัพย์สินให้แก่ทายาทคนใดคนหนึ่งถือไว้ ซึ่งบุคคลคนนั้นอาจจะนำไปจำหน่ายจ่ายโอน แลกเปลี่ยนตามอำเภอใจของตนเองโดยไม่ให้ใครรู้ และนอกจากเขาจะเป็นผู้ตัดสินใจแล้ว บางครั้งยังถูกคนอื่นโน้มน้าวหรือครอบงำได้ ผมรู้จักกับเศรษฐีคนหนึ่งซึ่งมักจะพูดว่าถ้าเขายกสินทรัพย์ให้กับลูกชายไปแล้วไม่แน่ใจว่าฝ่ายภรรยาหรือสามีจะเข้ามามีบทบาทมากน้อยเพียงใด เพราะ “ผัวเมียนอนคุยกันทุกคืน” เป็นต้น

 

                 เพื่อให้แน่ใจว่าสินทรัพย์ของครอบครัวจะไม่ถูกเคลื่อนย้ายและผ่องถ่ายไปโดยง่าย เขาจึงเก็บทรัพย์สินที่สำคัญ ๆ หรือมีมูลค่ามากไว้ในบริษัทเพื่อให้ลูก ๆ ร่วมกันมีสิทธิพิจารณาออกเสียงเพื่อจัดการสินทรัพย์หรือกิจการเหล่านั้น

 

         3.      การใช้บริษัทกงสีช่วยป้องกันมิให้กระจายทรัพย์สินไปได้ง่าย มีความยุติธรรม และตรงไปตรงมามากขึ้น บางครอบครัวอาจจะมีสินทรัพย์ที่มีค่าเพียงไม่กี่ชิ้น แต่มีลูกหลานหลายคน บางชิ้นจะต้องให้แก่ลูกหลานสองหรือสามคนเป็นเจ้าของร่วมกันเพื่อตัดปัญหาว่าลูกคนใดได้สินทรัพย์ชิ้นใดโดยเฉพาะ จึงให้บริษัทเป็นเจ้าของ แล้วลูก ๆ มาถือหุ้นร่วมกัน โดยแบ่งหุ้นให้แต่ละคนจะเท่ากันหรือมากน้อยแล้วแต่ฝ่ายหัวหน้าครอบครัวจะเป็นผู้จัดสรรให้

 

         4.      ควบคุมมิให้สินทรัพย์ตกแก่บุคคลอื่นได้ง่าย เพราะบริษัทนอกจากจะอยู่ภายใต้การครอบงำของผู้ถือหุ้นและคณะกรรมการแล้ว ยังมีกฎบัตร คือ ข้อบังคับ ซึ่งทุกคนจะต้องปฏิบัติตาม เช่นเดียวกับสมาคม สโมสรต่าง ๆ ที่มีกฎข้อบังคับว่า ใครประสงค์จะเข้ามาเป็นสมาชิกก็ต้องทำตามข้อบังคับด้วย ถ้าไม่สามารถรับได้ก็จะไม่มีสิทธิในสมาชิกสภาพ ข้อบังคับของบริษัทกงสีบางแห่งจะกำหนดเกี่ยวกับรายละเอียดที่น่าสนใจดังนี้

 

                 4.1    การโอนหุ้นหรือการตกทอดของหุ้นไปยังบุคคลอื่น ไม่ว่าโดยสมัครใจหรือโดยทางมรดก หรือวิธีอื่น จะต้องทำตามแบบ

 

                 4.2    การซื้อหรือจำหน่ายจ่ายโอนสินทรัพย์ หรือการบริหารกิจการของบริษัทว่าจะต้องใช้คะแนนเสียงมากน้อยเท่าใด หรือบางครั้งอาจจะถึงกับต้องใช้คะแนนเสียงเอกฉันท์

 

                 4.3    จำกัดการกู้หนี้ยืมสินของบริษัทกงสี เหตุผลก็คือ ผู้ใหญ่ซึ่งเป็นหัวหน้าครอบครัวหลายคนผ่านร้อนผ่านหนาว ผ่านความยากลำบาก ล้มลุกคลุกคลานมามาก มีประสบการณ์ที่เจ็บปวดสมัยต้มยำกุ้ง หรือสมัยที่เกิดวิกฤติเศรษฐกิจต่าง ๆ จึงไม่ต้องการให้ลูกหลานบริหารกิจการที่เสี่ยงจนเกินไป หรือกู้ยืมเงินมากจนต่อไปบริษัทไม่สามารถผ่อนชำระหนี้ได้ถึงกับมีหนี้สินล้นพ้นตัว จะต้องเข้าสู่สถานะการปรับโครงสร้างหนี้ บางบริษัทจึงมีข้อบังคับว่า กู้หนี้ยืมสินไม่ได้เลย หรือถ้าจะทำก็ต้องเข้าประชุมผู้ถือหุ้นให้มีมติอนุมัติโดยเสียงเอกฉันท์อย่างน้อยในการประชุมสองครั้งติดต่อกันเป็นต้น

 

                 4.4    การแต่งตั้งบุคคลเป็นกรรมการหรือผู้บริหารของบริษัทก็อาจจะกำหนดว่าเฉพาะลูกหลานเท่านั้นที่มีสิทธิ จะไม่ยอมแต่งตั้งบุคคลภายนอก แต่ทั้งนี้การวางข้อจำกัดในลักษณะนี้อาจจะไม่เกิดผลได้เต็ม 100% เพราะบุคคลบางคนแม้จะไม่มีชื่อเป็นกรรมการหรือผู้บริหารของบริษัทนิติบุคคล แต่ก็อาจจะมีอิทธิพลในการบริหารจัดการได้ เช่น เป็นผู้รับมอบอำนาจ หรือเป็นผู้ที่มีพลังโน้มน้าวใจของกรรมการหรือผู้บริหารที่มีอำนาจตัดสินใจในการจัดการก็ได้

 

         รายละเอียดในเรื่องนี้เราจะกล่าวในตอนต่อไปของบริษัทกงสีครับ แล้วเราจึงเข้าเรื่องของภาษีบริษัทเหล่านี้ ขอให้ทุกท่านโชคดีครับ

 

                                                   ดร. สุวรรณ