หน้าแรก ข่าว ฝากถาม กูรู แนะนำหนังสือ บทความ สมัครสมาชิก เกี่ยวกับเว็บไซต์ ติดต่อเรา
รับฟังย้อนหลังรายการ
“ชี้ทางออก...บอกทางรวย”

รับฟังสดได้ทาง FM 89.5
ทุกวัน จันทร์ - ศุกร์ เวลา
16.30 - 17.00 น.
thumb หนังสือ "จัดการภาษีมรดก"
หนังสือ "จัดการภาษีมรดก"
 
 
 
Share    
ภาษีบริษัทกงสี (ตอนที่ 2)

ภาษีบริษัทกงสี (ตอนที่ 2)

Tax on Holding Company (Part 2)

โดย

ดร. สุวรรณ วลัยเสถียร

ประธานชมรมคนออมเงิน   www.saverclub.org   สงวนลิขสิทธิ์

 

 

         นักธุรกิจและคหบดีสมัยใหม่มักจะคุ้นเคยกับคำว่า Family  Company  คือ  ใช้เป็นนิติบุคคลที่จะรวบรวมทรัพย์สินต่าง ๆ ของวงศ์ตระกูลไว้ในลักษณะที่เป็น Holding Company ตรงกับภาษาไทยก็คือ บริษัทกงสี นั่นเอง

 

         ประโยชน์ของการใช้บริษัทกงสีผมขอกล่าวเพิ่มเติมในตอนนี้ได้ดังนี้

 

         1.      บริษัทเป็นนิติบุคคลไม่มีการหมดอายุ  คือ ไม่ตายเหมือนบุคคลธรรมดา  ตราบใดที่ผู้ถือหุ้นไม่ลงมติพิเศษเพื่อเลิกกิจการและชำระบัญชี หรือไม่มีเจ้าหนี้มาฟ้องให้บริษัทล้มละลาย หรือมีคำสั่งศาลให้เลิกกิจการ อาทิเช่น เหลือผู้ถือไม่ถึง 3 คน บริษัทกงสีย่อมอยู่ยงคงกระพันไปนับเป็นร้อย ๆ ปี ต่างกับบุคคลธรรมดาที่ว่า ไม่ว่าคุณจะถนอมรักษาชีวิตร่างกายไว้อย่างไรก็ตาม วันหนึ่งคนเราจะต้องแก่และตายไปในที่สุด เมื่อบุคคลนั้นตาย ทรัพย์สินของเขาทั้งหมดอันตกเป็นกองมรดกเพื่อแบ่งให้กับทายาท ไม่ว่าจะเป็นทายาททางสายเลือดซึ่งกฎหมายเรียกว่า “ทายาทโดยธรรม” หรือทายาทในทางกฎหมายซึ่งเรียกว่า “ทายาทตามพินัยกรรม ดังนั้น เมื่อใช้บริษัทกงสีเป็นเครื่องมือในการถือกรรมสิทธิ์ควบคุมทรัพย์ต่าง ๆ ของครอบครัวแล้ว ทำให้มั่นใจได้ว่าสินทรัพย์เหล่านั้นอยู่กับบริษัทกงสีต่อไปอีกนานเท่านาน

 

 

 

 

         2.      การใช้บริษัทกงสีเป็นเครื่องมือในการรวบรวมทรัพย์สินย่อมทำให้ครอบครัวหรือวงศ์ตระกูลของบุคคลนั้นรู้ว่าเขามีทรัพย์สิน หรือหนี้สินอะไรบ้าง เพราะบริษัทจะต้องจัดทำบัญชีและให้ผู้สอบบัญชีทำการตรวจรับรอง จากนั้นก็ต้องยื่นบัญชีต่อกรมพัฒนาธุรกิจและกรมสรรพากรด้วย ซึ่งจะปรากฏทั้งด้านเจ้าหนี้และลูกหนี้หรือสินทรัพย์

 

                 ทรัพย์สินของคนเราปัจจุบันมีหลายอย่าง เช่น ทรัพย์สินมีรูปร่าง ทรัพย์สินไม่มีรูปร่าง ทรัพย์สินในประเทศ ทรัพย์สินต่างประเทศ แต่เดิมมาคนไทยอาจจะมีทรัพย์สินกระจายอยู่ทั่วประเทศ แต่สมัยนี้ครอบครัวขนาดกลางหรือขนาดใหญ่อาจจะมีทรัพย์สินอยู่ในประเทศต่าง ๆ ด้วยก็ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่รัฐบาลโดยกระทรวงการคลังก็ดี กระทรวงพาณิชย์ก็ดี คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (Board of Investment – BOI) ธนาคารแห่งประเทศไทย และสำนักงานกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (กลต.) ส่งเสริมให้คนไทยเราไปลงทุน หรือตั้งบริษัทหรือเปิดกิจการต่างประเทศเพื่อค้าขายหรือเพื่อเจาะตลาดต่าง ๆ ถ้าใช้บริษัทกงสีถือทรัพย์สินเหล่านี้ เจ้าของ ผู้ถือหุ้น และทายาทก็จะได้รับข้อมูลที่ชัดเจน

 

                 ผมมีเพื่อนคนหนึ่งซึ่งขายหมูหยอง หมูแผ่น เขาพยายามจะส่งสินค้าเข้าไปในตลาดยุโรป แต่พบว่าเจ้าหน้าที่สาธารณสุขและเจ้าหน้าที่ฝ่ายพาณิชย์ของEU มักจะอ้างว่า คุณภาพเนื้อหมูที่มาทำเป็นหมูแผ่น หรือหมูหยอง ยังไม่ได้มาตรฐานตามที่ EU วางเอาไว้ วิธีการเจาะตลาดเพื่อนำเอาหมูหยอง หมูแผ่น ไปขายในทวีปยุโรปได้ก็คือ ไปซื้อกิจการของบริษัทที่ชำแหละเนื้อหมูในประเทศโปแลนด์ซึ่งเป็นสมาชิกรายหนึ่งของ EUแล้วไปทำหมูหยอง หมูแผ่น ที่ประเทศนั้น จากนั้นสินค้าจากโปแลนด์ก็สามารถนำเข้าไปขายในประเทศต่าง ๆ ใน EU ซึ่งมีอยู่กว่า 20 ประเทศ ไม่ติดขัดเหมือนกับสินค้าที่ผลิตจากที่อื่น

 

                 การที่บริษัทมีบัญชีทรัพย์สิน หนี้สิน มีสมุห์บัญชีและผู้สอบบัญชีคอยดูแลควบคุมอยู่ ทำให้รู้ว่า ครอบครัว หรือตระกูลของเจ้าของมีทรัพย์สินอยู่เท่าใด ด้วยการตรวจสอบบัญชีสินทรัพย์ของบริษัทก็จะเห็นได้ชัดเจน

 

         3.      ทรัพย์สินที่มีค่าในสมัยปัจจุบัน คือ ทรัพย์สินไม่มีรูปร่างที่เป็นทรัพย์สินทางปัญญา ทั้งคนไทยและคนต่างประเทศ ได้ไปจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาไว้เพื่อรักษาสิทธิ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องหมายการค้า เครื่องหมายบริการ สูตรการผลิตสินค้าประเภทต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นอาหาร เครื่องดื่ม เครื่องสำอาง หรือยา โดยให้บริษัทเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ของทรัพย์สินทางปัญญาเหล่านี้ แล้วให้บุคคลในครอบครัวรวมกันเป็นผู้ถือหุ้น เพื่อว่าสมาชิกครอบครัวจะได้เป็นเจ้าของร่วมในทรัพย์สินทางปัญญา นอกจากนี้การใช้บริษัทกงสีเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ทรัพย์สินทางปัญญาก็เป็นช่องทางในการวางแผนภาษีให้มีความรัดกุมและชำระภาษีเฉพาะส่วนที่กฎหมายบัญญัติว่าถึงกำหนดเวลาต้องชำระ

 

                 การใช้บริษัทเป็นเครื่องมือในการรวบรวมทรัพย์สินจึงได้ประโยชน์อย่างยิ่ง เพราะจะเสียภาษีน้อย เสียช้า และได้ใช้เครดิตภาษีอีกด้วย ซึ่งเราจะกล่าวในตอนต่อไป

 

                                                   ดร. สุวรรณ