หน้าแรก ข่าว ฝากถาม กูรู แนะนำหนังสือ บทความ สมัครสมาชิก เกี่ยวกับเว็บไซต์ ติดต่อเรา
รับฟังย้อนหลังรายการ
“ชี้ทางออก...บอกทางรวย”

รับฟังสดได้ทาง FM 89.5
ทุกวัน จันทร์ - ศุกร์ เวลา
16.30 - 17.00 น.
thumb หนังสือ "จัดการภาษีมรดก"
หนังสือ "จัดการภาษีมรดก"
 
 
 
Share    
ภาษีบริษัทกงสี (ตอนที่ 4)

ภาษีบริษัทกงสี (ตอนที่ 4)

Tax on Holding Company (Part 4)

โดย

ดร. สุวรรณ วลัยเสถียร

ประธานชมรมคนออมเงิน   www.saverclub.org   สงวนลิขสิทธิ์

 

 

         การใช้บริษัทกงสีเป็นที่รวบรวมทรัพย์สินและข้อมูลของวงศ์ตระกูลช่วยให้เสียภาษีน้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริษัทกงสีที่ถือหุ้นต่าง ๆ ไม่ว่าจะถือไว้เป็นการลงทุนระยะยาว หรือทำการค้าหุ้น โดยขออธิบายดังนี้

 

         1.      ลงทุนระยะยาว

 

                 การซื้อหุ้นซึ่งมีศักยภาพดีมีโอกาสที่ผู้ลงทุนจะได้กำไรเป็นอย่างมาก ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด คือ หุ้นของบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) (SCC) ซึ่งขณะนี้ราคาจดทะเบียนหรือ par value อยู่ที่หุ้นละ 1 บาท แต่ราคาซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์อยู่หุ้นละ 476 บาท ดังนั้น ถ้าใครซื้อหุ้นดังกล่าวตั้งแต่ SCC ออกขายใหม่ ๆ และสามารถซื้อได้ที่ราคา par หุ้นตัวนี้เคยขึ้นไปสูงถึง 550 บาท ดังนั้น ผู้ที่ถืออยู่จะได้กำไรประมาณ 500 เท่า หรือคิดแล้วเป็น 50,000% และถ้ารวมเงินปันผลที่ได้รับมาตลอดเวลาหลายสิบปีก็จะได้อีกประมาณ 750 บาท ซึ่งท่วมราคาหุ้นที่ซื้อขายเสียอีก

 

                  เนื่องจากบริษัทกงสีจะจ่ายภาษีต่อเมื่อมีกำไรจากการขายหุ้น ดังนั้น แม้ราคาหุ้นจะขึ้นไปมาก ตราบใดที่ยังไม่มีการจำหน่ายจ่ายโอนก็ยังไม่ต้องบันทึกกำไร ไม่ต้องภาษี ทั้งนี้ ตามประมวลรัษฎากรมีข้อยกเว้นอยู่ข้อเดียวสำหรับทรัพย์สินที่ถือไว้ราคาขึ้นลงก็ต้องบันทึกกำไรขาดทุน คือ เงินตราต่างประเทศตามมาตรา 65 ทวิ (5) ซึ่งต้องมีการตีราคาตามอัตราแลกเปลี่ยนของธนาคารแห่งประเทศทุกวันสิ้นรอบปีบัญชี เพื่อเอาผลกำไรหรือขาดทุนมาคำนวณภาษี

 

                  ดังนั้น กรณีถือหุ้น แม้ขายหุ้นได้กำไร หากบริษัทมีหุ้นบางตัวใน Portที่ขาดทุน ก็สามารถขายตัวขาดทุนเพื่อนำผลขาดทุนมาตัดจากกำไรได้  จะไม่ต้องเสียภาษีหรือเสียน้อย

 

         2.      ใช้บริษัทกงสีเป็นเครื่องมือในการค้าหุ้น

 

                 การซื้อขายหุ้นผ่านบริษัทกงสีหรือบริษัทจำกัดทั่วไป ผลดีคือ

 

                 (1)    บริษัทเสียภาษีจากกำไรการซื้อขายหุ้นก็จริง แต่ตามกฎหมายถ้าบริษัทมีผลขาดทุนจากการซื้อขายหุ้นในรอบปีเดียวกันก็นำผลขาดทุนนั้นไปหักออกจากกำไรได้ และไม่ใช่หักได้เฉพาะกำไรจากการซื้อขายหุ้นเท่านั้น แต่กำไรทุกประเภทของกิจการบริษัทในรอบบัญชีนั้นก็หักผลขาดทุนนี้ได้ซึ่งเป็นหลักการที่ยุติธรรม ที่ว่า กำไรต้องเสียภาษี แต่ขาดทุนหักภาษีได้

 

                 (2)    ถ้ามีผลขาดทุนมากกว่ากำไรก็สามารถยกยอดขาดทุนสะสมไปได้อีก 5 ปี เพื่อตัดกับกำไรในอนาคต

 

                 (3)    นอกจากนี้บริษัทยังหักต้นทุนค่าดอกเบี้ยได้ด้วย กล่าวคือ ถ้าบริษัทต้องกู้ยืมเงินเพื่อใช้ซื้อขายหุ้น หรือเพื่อถือหุ้นไว้เป็นทรัพย์สิน ดอกเบี้ยจากเงินกู้ยืมถือเป็นค่าใช้จ่ายของหุ้นที่ซื้อขายและนำมาหักจากกำไรได้ ประโยชน์อันนี้นักเล่นหุ้นที่เป็นบุคคลธรรมดาไม่มีสิทธิใช้ ในด้านการเงินทุกคนก็รู้ว่าทุกบาททุกสตางค์มีค่าในตัวมันเอง เพราะถ้าหากไม่เอาไปซื้อขายหุ้น แต่เอาไปฝากธนาคาร หรือซื้อพันธบัตรก็ได้ดอกเบี้ย หรือซื้อกองทุนอสังหาริมทรัพย์ก็ได้ส่วนแบ่งกำไรจากหน่วยลงทุน แม้เอาไปลงทุนอย่างอื่นก็อาจมีผลกำไร ดังนั้น ดอกเบี้ยจากเงินกู้ยืมที่ใช้ในการซื้อขายหุ้น จึงถือเป็นค่าใช้จ่ายอย่างหนึ่งในการประกอบกิจการของบริษัท สามารถหักเป็นรายจ่ายจากกำไรทุกประเภทได้

 

         3.      ค่าธรรมเนียมนายหน้าตัวแทน (Broker Fee) ที่เกิดขึ้นทุกครั้งของการซื้อขายหุ้นก็หักเป็นรายจ่ายได้เช่นกัน ปัจจุบันสำนักงาน กลต. และตลาดหลักทรัพย์กำหนดให้เก็บค่านายหน้ามาตรฐานอยู่ที่ 0.25% ของมูลค่าที่ซื้อหรือขายหุ้นแต่ละครั้ง ไม่ว่าผู้ซื้อหรือผู้ขายจะมีกำไรหรือขาดทุนหรือไม่ก็ตาม และค่านายหน้านี้ยังต้องบวกภาษีมูลค่าเพิ่มอีก 7% ทำให้เป็นอัตราภาษีรวม 0.27% ซึ่งถ้าเทียบแล้วก็เป็นเสมือนว่าผู้ซื้อขายหุ้นที่จ่ายค่าต๋งให้นายหน้า

 

                 แม้ว่าตั้งแต่ปี 2550 สำนักงาน กลต. จะเปิดเสรีให้ลดอัตราค่านายหน้าของการซื้อขายหุ้นผ่านอินเตอร์เน็ตลงเหลือ  0.15% กล่าวคือ  ลดลงถึงร้อยละ  40 ของอัตราค่านายหน้าที่ซื้อหุ้นขายผ่าน Marketingแต่เมื่อรวมภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% ในการซื้อขายหุ้นผ่านอินเตอร์เน็ตก็ยังต้องจ่ายค่านายหน้าถึง 0.16% ซึ่งเมื่อเทียบค่าใช้จ่ายในการซื้อขายหุ้นจำนวนมาก ๆ แล้วก็เป็นตัวเลขสูงที่น่ากลัวพอสมควร อาทิเช่น ในเวลาหนึ่งปีมีวันที่ซื้อขายหุ้นประมาณ 230 วันทำการ และนาย ก. ซึ่งซื้อขายหุ้นทุกวัน โดยเฉลี่ยวันละ 50,000 บาท 1 ปีก็ซื้อขายเป็นเงิน 11,500,000 บาท

 

                 (ก)    หากต้องเสียค่านายหน้าที่ 0.27% ก็เป็นเงิน 31,050 บาท

 

                 (ข)    หากต้องเสียค่านายหน้าที่ 0.16% ก็เป็นเงิน 18,400 บาท

 

                 ค่านายหน้าข้างต้นคิดที่ครั้งที่ซื้อ หรือขาย หากคิดทั้งซื้อและขายเป็นสองขา ตัวเลขค่านายหน้าก็จะเป็นสองเท่า คือ 62,100 บาท และ 36,800 บาท ตามลำดับ ลองหลับตาคิดดูว่าหากซื้อขายวันละ 1,000,000 บาท หรือ 20 เท่าของตัวอย่างข้างต้น ค่านายหน้าเพิ่มขึ้นเป็น 621,000 บาท และ 368,000 บาท ตามลำดับ

 

                 โดยส่วนตัวเชื่อว่านักเล่นหุ้นทั่ว ๆ ไป ใช้เงินทั้งซื้อทั้งขายไม่ต่ำกว่าปีละ 10 ล้านบาท เฉลี่ยวันละ 50,000 บาท ค่านายหน้าจึงถือว่ามากโขอยู่ทีเดียว ทั้งนี้ ยังไม่นับกรณีที่มีผลขาดทุนจากการซื้อขายด้วย โดยส่วนตัวใครที่ซื้อขายหุ้น 10 ตัว ได้กำไร 7 ตัว ขาดทุน 3 ตัว ก็ถือว่าเก่งและโชคดี เพราะหักกลบกันแล้วยังมีกำไร 3 ตัว คิดเป็น 30% ของการลงทุน อย่าขาดทุน 8 ตัว กำไร 2 ตัวก็แล้วกัน ล้มละลายแน่

 

                 มีบริษัทนายหน้าซื้อขายหุ้นรุ่นใหม่ที่ต่างด้าวมาลงทุน  เขายอมลดค่านายหน้าเหลือเพียง 0.03-0.08% กลุ่มนี้เรียกว่า Discount Broker จึงเป็นที่นิยมของนักเล่นหุ้นจำนวนมาก เพราะลดค่าใช้จ่ายและTransaction Cost ได้

 

         4.      ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการดูแลบริษัท เช่น การจัดทำบัญชี ตรวจสอบ งบดุล ยื่นหน่วยงานต่าง ๆ อย่างต่ำก็ปีละหลายหมื่นบาท บริษัทก็ใช้หักภาษีได้ทั้งหมด

 

         เมื่อสรุปตัวเลขตามที่คำนวณไว้ข้างต้นจะเห็นว่าการซื้อขายหุ้นโดยใช้บริษัทจำกัดอื่น ๆ จะให้ผลประโยชน์แก่นักลงทุนมากกว่าซื้อขายในชื่อส่วนตัว แต่คนไทยเรามักจะเอาง่ายเข้าว่า กล่าวคือ ออมเงินแบบหยวน ๆ หากไม่ใช่เป็นเรื่องหนักหนาสากรรจ์จนเกินไป ยอมใช้เงินซื้อความง่ายและความสะดวก เขาไม่ต้องเก็บหลักฐานการซื้อขายหุ้นทุกครั้ง เพราะไม่ต้องยื่นรายการตัวเลขในการลงทุนทุกอย่างทำ On-Line และไม่ต้องเสียภาษี จึงยอมที่จะแลกกับรัฐบาลว่าถ้าฉันกำไรรัฐบาลยกเว้นภาษีให้ แต่ถ้าฉันขาดทุน ฉันยอมไม่เอาผลขาดทุนมาหักภาษี ซึ่งข้อตกลงโดยปริยายลักษณะนี้ถือว่ารัฐบาลเป็นฝ่ายได้เปรียบอยู่แล้วในปัจจุบัน เพราะคนเรามีโอกาสกำไรขาดทุนจากการซื้อขายหุ้นได้เท่า ๆ กัน ตลาดหลักทรัพย์เปิดดำเนินการมาแล้วราว 35 ปี แต่ดัชนีขึ้นจาก 100 มาอยู่ที่ประมาณ 1,420 คือ ขึ้นมาสิบสี่เท่าตัว ซึ่งถ้าหากเอาเงิน 100 บาท มาซื้อดัชนีหุ้นก็ได้กำไรเพียงสิบสี่เท่าตัวในราว 35 ปี เทียบกับราคาทองคำซึ่งขึ้นไป 15 เท่าตัว ในเวลาที่สั้นกว่า

 

         ดังนั้น การใช้บริษัทกงสีเป็นเครื่องมือในการลงทุนถือทรัพย์สินของวงศ์ตระกูลประเภทที่เป็นหุ้นก็ได้ประโยชน์และเสียภาษีน้อยตามเหตุผลที่กล่าวไว้ข้างต้น จึงเป็นประเด็นหนึ่งที่ควรพิจารณา

 

         ตอนต่อไปเราจะพบกับวิธีการใช้บริษัทกงสีเป็นผู้ถือทรัพย์สินทางปัญญาเพื่อปกป้องสิทธิอันควรหวงแหนและเป็นการหารายได้พร้อมทั้งลดภาษีไปในตัวด้วย

 

         ขอให้ทุกท่านโชคดีครับ

 

 

                                                   ดร. สุวรรณ