หน้าแรก ข่าว ฝากถาม กูรู แนะนำหนังสือ บทความ สมัครสมาชิก เกี่ยวกับเว็บไซต์ ติดต่อเรา
รับฟังย้อนหลังรายการ
“ชี้ทางออก...บอกทางรวย”

รับฟังสดได้ทาง FM 89.5
ทุกวัน จันทร์ - ศุกร์ เวลา
16.30 - 17.00 น.
thumb หนังสือ "จัดการภาษีมรดก"
หนังสือ "จัดการภาษีมรดก"
 
 
 
Share    
ภาษีบริษัทกงสี (ตอนที่ 5)

ภาษีบริษัทกงสี (ตอนที่ 5)

Tax on Holding Company (Part 5)

โดย

ดร. สุวรรณ วลัยเสถียร

ประธานชมรมคนออมเงิน   www.saverclub.org   สงวนลิขสิทธิ์

 

 

          ตามที่ได้เกริ่นไว้ว่า บริษัทกงสีก็คือ Holding Company หรือ Investment Company ของวงศ์ตระกูลซึ่งใช้เป็นแหล่งในการรวบรวมสินทรัพย์ไว้ลงทุนให้มีดอกผลงอกเงย

 

          คำถามคือ สินทรัพย์ในโลกปัจจุบันมีอะไรบ้าง แบ่งได้เป็นกี่ประเภท  ตามความเห็นของผมมีทั้งหมด 6 ประเภท

 

          (1)     ทรัพย์สินมีรูปร่าง (Tangible Assets) เช่น บ้าน, ที่ดิน, รถยนต์, โทรศัพท์มือถือ, คอมพิวเตอร์, เครื่องมือเครื่องใช้ และยารักษาโรค

 

         (2)    ทรัพย์สินไม่มีรูปร่าง (Intangible Assets) เช่น ทรัพย์สินทางปัญญาต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องหมายการค้า, ลิขสิทธิ์, สิทธิบัตร, ค่าแห่งความนิยม (Goodwill) และข้อมูลความรู้ของเทคนิค(Technical Knowhow) ซึ่งสินทรัพย์ประเภทนี้ทั้งในปัจจุบันและอนาคตจะมีค่ามากกว่าทรัพย์สินมีรูปร่างในประเภท (1) เสียอีก

 

         (3)    ทรัพย์สินที่มีทะเบียน เช่น บ้าน, ที่ดิน, หุ้น (ยกเว้นหุ้นที่ออกให้แก่ผู้ถือหุ้น หรือ Bearer Share), หุ้นกู้, ยานพาหนะที่ต้องจดทะเบียน, เครื่องจักรขนาดใหญ่

 

         (4)    ทรัพย์สินไม่มีทะเบียน เช่น เพชรนิลจินดา, ของสะสมอันมีค่า, ภาพวาดราคาแพง เมื่อหลายเดือนก่อนมีผู้พบเพชรเม็ดใหญ่น้ำหนัก 1,190 กะรัต ประเมินมูลค่าอยู่ที่ประมาณ 70 ล้านเหรียญสหรัฐอเมริกา ซึ่งทรัพย์สินไม่มีทะเบียนก็อาจมีมูลค่ามหาศาลได้

 

         (5)    ทรัพย์สินในประเทศไทย (Onshore Assets) และ

 

         (6)    ทรัพย์สินนอกประเทศไทย (Offshore Assets)

 

         นับเป็นเวลาเกือบร้อยปีมาแล้วที่นักประดิษฐ์คิดค้น   (Inventor)หรือผู้ที่มีปัญญาต่าง ๆ จะสร้างทรัพย์สินทางปัญญา เริ่มต้นก็จะเป็นเครื่องหมายการค้า (Trademark), เครื่องหมายบริการ (Servicemark) และชื่อความนิยมทางการค้า (Tradename) ต่อมาก็มีการแต่งวรรณกรรมซึ่งเจ้าของจะได้ลิขสิทธิ์ แต่สมัยนี้ลิขสิทธิ์ที่มีค่ามาก คือ ลิขสิทธิ์ของคอมพิวเตอร์ซอฟต์แวร์ เทียบได้กับบริษัท Microsoft หรือ Google ของสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีสินทรัพย์ที่มีรูปร่างไม่มาก แทบทั้งหมดเป็นมูลค่าจากทรัพย์สินทางปัญญาทั้งสิ้น

 

         ทรัพย์สินทางปัญญาอีกประเภทหนึ่งซึ่งมีราคามหาศาล คือ สิทธิบัตร (Patent) ซึ่งอาจจะเป็นสูตรลับหรือวิธีการผลิตสินค้า, เครื่องจักร, ยารักษาโรค, เครื่องสำอาง ซึ่งเป็นที่ต้องการของผู้บริโภคต่าง ๆ

 

         การใช้ประโยชน์ของทรัพย์สินทางปัญญาในปัจจุบัน คือ นอกจากวงศ์ตระกูลผู้เป็นเจ้าของจะใช้ประโยชน์เองแล้วก็ยังให้สิทธิผู้อื่นใช้เพื่อเก็บค่าสิทธิ(Royalty)ได้อีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นสิทธิในการให้ใช้เครื่องหมายการค้า หรือเครื่องหมายบริการ หรือการให้ใช้สูตรต่าง ๆ เพื่อผลิตสินค้า ซึ่งค่าสิทธินี้จะทำรายได้ให้แก่วงศ์ตระกูลจำนวนมหาศาล ดูตัวอย่างบริษัท Microsoftซึ่งให้สิทธิใช้ซอฟต์แวร์คอมพิวเตอร์จนผู้ถือหุ้นใหญ่ คือ นายบิล เกตส์ (Bill Gates) ร่ำรวยเป็นเศรษฐีอันดับหนึ่งของโลกติดต่อกันเป็นเวลานับสิบปี

 

         ทรัพย์สินทางปัญญาสร้างรายได้จำนวนมากย่อมมีภาระการเสียภาษีสูงแยกพิจารณาได้ดังนี้

 

 

         1.      ต้นทุนการพัฒนาหรือคิดค้นหรือจัดหาสินทรัพย์ทางปัญญาอาจจะไม่สูงเท่ากับต้นทุนของโรงงานต่าง ๆ ในการผลิตสินค้า เพราะไม่มีวัตถุดิบ ทรัพย์สินทางปัญญาใช้มันสมองของมนุษย์เพื่อสร้างนวัตกรรม แต่แน่นอนอยู่เองที่การคิดค้นอาจไม่ประสบผลสำเร็จเสมอไป หรือแม้แต่การคิดเวชภัณฑ์ตัวใหม่ ๆ ซึ่งบางครั้งก็ใช้ประโยชน์ได้ แต่บางครั้งก็ทำไม่สำเร็จ หรือถึงแม้จะได้เป็นสูตรยา แต่อาจจะใช้ไม่ได้ผล เนื่องจากมีผลข้างเคียง มีสารตกค้างในตัวยา หรือเกิดอาการแพ้ยา ซึ่งเป็นอันตรายต่อมนุษย์หรือสัตว์ผู้บริโภค

 

         2.      ทรัพย์สินทางปัญญาถ้าบำรุงรักษาดูแลให้ดีก็จะเป็นแหล่งซึ่งสร้างรายได้ให้แก่วงศ์ตระกูลไม่มีที่สิ้นสุด ไม่เหมือนกับการผลิตสินค้าเพื่อขาย เมื่อขายไปแล้วก็ต้องผลิตสินค้าชิ้นใหม่หรือสินค้าตัวใหม่มาขายอีก จึงต้องทำการผลิตต่อเนื่อง แต่ถ้าเป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าที่มีชื่อเสียง เพียงแต่ดูแลให้ดี ป้องกันมิให้ใครมาลอกเลียนแบบหรือแอบใช้ ก็จะสามารถใช้ต่อไปได้นับร้อยปี ซึ่งผู้ประดิษฐ์คิดค้นหรือผู้เป็นบรรพบุรุษหัวหน้าวงศ์ตระกูล แม้เสียชีวิตไปหลายชั่วอายุคน แต่ลูกหลานก็ยังได้รับประโยชน์อยู่อย่างต่อเนื่อง

 

         3.      เมื่อรายได้จากค่าสิทธิมีจำนวนที่ค่อนข้างสูง โดยที่ผู้ให้สิทธิ (Licensor)มีต้นทุนต่ำ จึงถือว่ามีกำไรมาก การมีกำไรมากทำให้ต้องเสียภาษีสูง หลายวงศ์ตระกูลจึงนิยมใช้บริษัทเป็นผู้ถือสินทรัพย์ทางปัญญา ทั้งนี้ เพื่อประหยัดภาษี และเพื่อเหตุผลอื่น ๆ ซึ่งเราจะได้กล่าวในตอนต่อไป

 

         ขอให้ทุกท่านโชคดีครับ

 

 

                                                   ดร. สุวรรณ