หน้าแรก ข่าว ฝากถาม กูรู แนะนำหนังสือ บทความ สมัครสมาชิก เกี่ยวกับเว็บไซต์ ติดต่อเรา
รับฟังย้อนหลังรายการ
“ชี้ทางออก...บอกทางรวย”

รับฟังสดได้ทาง FM 89.5
ทุกวัน จันทร์ - ศุกร์ เวลา
16.30 - 17.00 น.
thumb หนังสือ "จัดการภาษีมรดก"
หนังสือ "จัดการภาษีมรดก"
 
 
 
Share    
ภาษีบริษัทกงสี (ตอนที่ 6)

ภาษีบริษัทกงสี (ตอนที่ 6)

Tax on Holding Company (Part 6)

โดย

ดร. สุวรรณ วลัยเสถียร

ประธานชมรมคนออมเงิน   www.saverclub.org   สงวนลิขสิทธิ์

 

 

         ทรัพย์สินที่มีค่ามากที่สุดของคนเราในปัจจุบันก็คือ

 

         1.      ลูกหลาน ซึ่งจะเป็นอนุชนรุ่นต่อไปที่จะเติบโตขึ้นอย่างมีคุณภาพของวงศ์ตระกูลและสังคม มีความสามารถ เมตตากรุณา โอบอ้อมอารี เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ เกื้อกูลต่อคนในครอบครัว คนรอบข้าง และสังคม

 

         2.      ทรัพย์สินทางปัญญา (Intellectual Property) ไม่ว่าจะเป็น

 

                  (ก)    ลิขสิทธิ์(Copyright) ซึ่งใช้กับวรรณกรรม บทความต่าง ๆ ที่คนประพันธ์ขึ้น ลิขสิทธิ์เพลง ภาพยนตร์ และคอมพิวเตอร์ซอฟต์แวร์ต่าง ๆ

 

                  (ข)    สิทธิบัตร(Patent) เช่น สูตรลับที่ใช้ในการผลิตเวชภัณฑ์ สิ่งประดิษฐ์อันมีค่า เช่น เครื่องยนต์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสมัยนี้มีการแข่งขันมากในการที่จะคิดค้นแบตเตอรี่เพื่อใช้กับรถยนต์อันเป็นหน่วยพลังงานแทนน้ำมันเชื้อเพลิง อย่างไรก็ตาม การที่คนเราจะกระโดดก้าวข้ามจากเครื่องยนต์สันดาปภายใน (Internal Combustion Engine) ไปเป็นรถใช้ไฟฟ้าเลยทีเดียว   ผมเห็นว่ายังอาจจะต้องใช้เวลาอีก  5-10  ปี ในช่วงนี้บริษัท   นิสสัน จึงได้คิดเครื่องยนต์ดีเซลประเภทใหม่ซึ่งใช้การสันดาปภายในที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ใช้น้ำมันเชื้อเพลิงลดลงไป 20-30% แต่ให้พลังขับเคลื่อน (Torque) ถ้าเครื่องยนต์ดีเซลในปัจจุบัน ซึ่งถ้าหากคิดขึ้นมาได้ และเครื่องยนต์นี้สามารถใช้ได้ในสมณะเชิงพาณิชย์ ก็จะทำให้การใช้น้ำมันลดลง ปล่อยไอเสียออกมาในบรรยากาศน้อยลง จะเป็นทางเลือกที่ 3 ได้

 

                 (ค)    เครื่องหมายการค้า (Trademark) ซึ่งแพร่ขยายออกไปเป็นเครื่องหมายบริการ (Servicemark),  ชื่อในทางการค้า (Tradename) และค่าความนิยมต่าง ๆ (Goodwill) ของผลิตภัณฑ์หรือของบริการ โลกปัจจุบันธุรกิจภาคบริการมีขนาดใหญ่กว่าธุรกิจภาคการผลิต  ธุรกิจบริการมีอาทิ ธนาคาร โรงเรียน โรงพยาบาล
โรงแรม เป็นต้น

 

                 ทรัยพ์สินทางปัญญาเหล่านี้มีหลายวงศ์ตระกูลที่จะใช้บริษัทกงสีเป็นHolding Company เพราะเป็นทรัพย์สินส่วนกลางของครอบครัวที่มีค่ามาก มีอายุในการใช้นับเป็นร้อยปี และเป็นทรัพย์สินที่ใช้ไม่หมด คุณลองหลับตานึกว่าบริษัทซอฟต์แวร์แห่งหนึ่งสามารถคิดค้นระบบคอมพิวเตอร์ซอฟต์แวร์ที่ใช้กับอุตสาหกรรม พาณิชยกรรม หรือแม้แต่ภาคบริการที่ต้องใช้ซอฟต์แวร์อย่างลึกซึ้ง เช่น โรงพยาบาลต่าง ๆ แล้วนำไปขายในประเทศจีนซึ่งมีประชากรถึง 1,300 ล้านคน ก็นับว่าคิดค้นซอฟต์แวร์ครั้งเดียว แต่ขายได้นับเป็นสิบหรือเป็นร้อยล้านหน่วยโดยไม่ต้องผลิตซ้ำอย่างสินค้ามีรูปร่างต่าง ๆ เช่น สินค้าเกษตรหรือสินค้าอุตสาหกรรม และเมื่อขายประเทศจีนแล้วขยายต่อไปประเทศอินเดียซึ่งกำลังพัฒนาตามมาอย่างรวดเร็วและเป็นตลาดใหญ่อีกประเทศหนึ่ง เพราะมีพลเมืองถึง 1,000 กว่าล้านคน แม้แต่ประเทศสหรัฐอเมริกาซึ่งมีพลเมืองเพียง 330 ล้านคน เมื่อเทียบจำนวนต่อหัวอาจจะน้อยกว่าจีนหรืออินเดียว แต่กำลังซื้อของประเทศสหรัฐอเมริกานั้นมหาศาล เพราะประชาชนมีรายได้สูง ดังนั้น ในการซื้อคอมพิวเตอร์ซอฟต์แวร์ก็จ่ายราคาได้สูงด้วย

 

         ปัจจุบันบริษัทใหญ่ ๆ ในประเทศสหรัฐอเมริกาจะเป็นภาคบริการแทบทั้งสิ้น เช่น บริษัท Google, บริษัท Microsoft, บริษัท Facebook, บริษัท Amazon, หรือแม้แต่เว็บไซต์ที่ขายสินค้าทางอินเตอร์เนตอย่างแพร่หลาย อาทิเช่น Alibaba ก็มีขนาดใหญ่โตมากในตลาดหลักทรัพย์ที่ กิจการพวกนี้ไม่มีทรัพย์สินที่เป็นโรงงาน เครื่องมือ เครื่องจักร อย่างบริษัทผลิตรถยนต์หรือเครื่องบิน แต่มูลค่าของหุ้นสูงกว่าบริษัทที่ใช้เครื่องมือเครื่องจักรในการผลิตสินค้าหลายเท่า

 

         การใช้บริษัทกงสีให้เป็นประโยชน์ เพื่อรวบรวมสินทรัพย์ของวงศ์ตระกูลให้อยู่ในที่เดียวกัน และสามารถจัดตั้งในดินแดนที่ปลอดภาษี(Tax Free Territories) หรือดินแดนที่เสียภาษีต่ำ (Low Tax Countries) เพราะการให้สิทธิ (Licensing)แก่ผู้นำเอาทรัพย์สินทางปัญญาไปใช้ ผู้ให้สิทธิแทบจะไม่มีต้นทุนแต่อย่างใด แต่ได้รับค่าสิทธิ (Royalty) อย่างต่อเนื่อง ซึ่งค่าสิทธิแบ่งวีการคิดออกได้เป็นหลายส่วน กล่าวคือ

 

         (1)    Lump Sum Fee คือ เรียกเก็บเงินเป็นก้อน เช่น คุณสนใจที่จะใช้เครื่องหมายการค้าของสินค้าแฟชั่นอย่าง Gucci ซึ่งเป็น Brand ที่แพร่หลาย เจ้าของจะบอกว่าปีหนึ่งคิดเหมา 10 ล้านเหรียญสหรัฐ ไม่ว่าคุณจะนำเอาตราของเขาไปติดไว้กับสินค้าประเภทใดที่เขาอนุมัติ

 

         (2)    Running Royalty หรือค่าสิทธิซึ่งคิดตามจำนวนสินค้าหรือบริการที่ขายได้ เช่น คุณนำตราเครื่องหมายการค้าไปติดไว้กับกระเป๋าถือ เขาอาจจะคิดใบละ 1,000 เหรียญสหรัฐ ถ้าติดไว้กับกระเป๋า 1,000 ใบ เจ้าของก็จะคิดค่าการใช้สิทธิตามจำนวน คือ 1,000 x 1,000 เท่ากับ 1 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งเขาจะเรียกเก็บไปเรื่อย ๆ จนกว่าคุณจะเลิกใช้เครื่องหมายการค้าของเขา

 

         (3)    เรียกเก็บทั้ง 2 วิธีผสมกัน

 

         เมื่อบริษัทกงสีซึ่งเป็นเจ้าของทรัพย์สินทางปัญญามีรายได้ค่าสิทธิจำนวนมาก ก็ต้องหาวิธีที่เสียภาษีให้น้อย เพราะมีต้นทุนต่ำ ดังนั้น ถ้าบริษัทผู้รับสิทธิตั้งอยู่ในดินแดนที่ปลอดภาษี หรือดินแดนที่เสียภาษีน้อย บริษัทกงสีเหล่านี้ก็จะมีกำไรหลังหักภาษีแล้วจำนวนสูงมาก

 

         อย่างไรก็ตาม แม้ในดินแดนที่บริษัทกงสีตั้งอยู่จะเก็บภาษีอัตราต่ำ แต่เงินค่าสิทธิซึ่งจ่ายมาจากต่างประเทศ ซึ่งรัฐบาลของประเทศผู้จ่ายเงินก็พยายามที่จะหาประโยชน์จากกำไรหรือรายรับของบริษัทกงสีที่เป็นเจ้าของทรัพย์สินทางปัญญา จึงมีมาตรการบังคับให้ผู้จ่ายต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย ซึ่งอัตราภาษีก็แตกต่างกันไปตามประเภทของทรัพย์สินทางปัญญา ถ้าพิจารณาถึงอนุสัญญาเพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อน หรือเรียกง่าย ๆ ว่า Double Tax Agreement (DTA) อัตราภาษีสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ขั้น คือ 5%, 10% และ 15%

 

         รายละเอียดของอัตราภาษีที่ใช้กับทรัพย์สินทางปัญญาแต่ละประเภท เราจะนำไปกล่าวในตอนต่อไปครับ

 

         ขอให้ทุกท่านโชคดีครับ

 

                                                   ดร. สุวรรณ